ยกเครื่องจิวเวลรี่ไทย สู่ “Responsible Jewelry” เปิดตลาดรับเทรนด์โลก
ยกเครื่องจิวเวลรี่ไทย สู่ “Responsible Jewelry” เปิดตลาดรับเทรนด์โลก ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่มีฝีมือช่างเป็นเลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพจนได้รับการยอมรับจากตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในฐานะฐานการผลิต OEM ให้กับแบรนด์จิวเวลรี่ระดับนานาชาติ แต่ในวันที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ความสวยงาม คุณภาพ และราคาที่แข่งขันได้ อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาตลาดเดิมไว้ได้อีกต่อไป เพราะค
นับเมื่อเปิดอ่านอย่างน้อย 8 วินาที วันละครั้งต่อเบราว์เซอร์ · ไม่ใช้คุกกี้ติดตาม
สรุปสั้น
ยกเครื่องจิวเวลรี่ไทย สู่ “Responsible Jewelry” เปิดตลาดรับเทรนด์โลก ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่มีฝีมือช่างเป็นเลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพจนได้รับการยอมรับจากตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในฐานะฐานการผลิต OEM ให้กับแบรนด์จิวเวลรี่ระดับนานาชาติ แต่ในวันที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ความสวยงาม คุณภาพ และราคาที่แข่งขันได้ อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาตลาดเดิมไว้ได้อีกต่อไป เพราะค
ประเด็นสำคัญ
- ยกเครื่องจิวเวลรี่ไทย สู่ “Responsible Jewelry” เปิดตลาดรับเทรนด์โลก
- ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่มีฝีมือช่างเป็นเลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพจนได้รับการยอมรับจากตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในฐานะฐานการผลิต OEM ให้กับแบรนด์จิวเวลรี่ระดับนานาชาติ แต่ในวันที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ความสวยงาม คุณภาพ และราคาที่แข่งขันได้ อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาตลาดเดิมไว้ได้อีกต่อไป เพราะคำถามจากคู่ค้าและผู้ซื้อกำลังขยับไปไกลกว่าตัวสินค้า ทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การดูแลแรงงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ธุรกิจ OEM และแบรนด์จิวเวลรี่ไทยอาจสูญเสียโอกาสทางการตลาดโดยไม่ทันตั้งตัว
- สถาบันสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ได้จัดงาน Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA ระหว่างวันที่ 12–18 ส.ค.2569 ณ โซน NEXTOPIA ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างความเข้าใจทั้งในฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภคว่าจิวเวลรี่ในอนาคตไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยความสวยงาม แต่ต้องมีระบบธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมรองรับด้วย
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ ยกเครื่องจิวเวลรี่ไทย สู่ “Responsible Jewelry” เปิดตลาดรับเทรนด์โลก (70%)
รายละเอียด
Smart Sustainability
ยกเครื่องจิวเวลรี่ไทย สู่ “Responsible Jewelry” เป...
ยกเครื่องจิวเวลรี่ไทย สู่ “Responsible Jewelry” เปิดตลาดรับเทรนด์โลก
ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่มีฝีมือช่างเป็นเลิศ มีความคิดสร้างสรรค์ และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพจนได้รับการยอมรับจากตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในฐานะฐานการผลิต OEM ให้กับแบรนด์จิวเวลรี่ระดับนานาชาติ แต่ในวันที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไป ความสวยงาม คุณภาพ และราคาที่แข่งขันได้ อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาตลาดเดิมไว้ได้อีกต่อไป เพราะคำถามจากคู่ค้าและผู้ซื้อกำลังขยับไปไกลกว่าตัวสินค้า ทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การดูแลแรงงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ธุรกิจ OEM และแบรนด์จิวเวลรี่ไทยอาจสูญเสียโอกาสทางการตลาดโดยไม่ทันตั้งตัว
สถาบันสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ได้จัดงาน Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA ระหว่างวันที่ 12–18 ส.ค.2569 ณ โซน NEXTOPIA ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างความเข้าใจทั้งในฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภคว่าจิวเวลรี่ในอนาคตไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้วยความสวยงาม แต่ต้องมีระบบธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมรองรับด้วย
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT กล่าวว่า ตัวอย่างการทำเหมืองพลอยขนาดใหญ่แบบ Responsible Mining ในต่างประเทศ มีการแยกชั้นดินที่ขุดขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เมื่อร่อนพลอยออกแล้ว จึงนำดินแต่ละชั้นกลับมาเรียงคืนในตำแหน่งเดิม พร้อมปลูกป่าทดแทนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ โดยตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรับผิดชอบสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้นน้ำที่การทำเหมือง และครอบคลุมไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งการแปรรูป การผลิต การออกแบบเครื่องประดับ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการส่งมอบสินค้าให้ผู้บริโภค
ที่ผ่านมา GIT จึงมีบทบาทในการช่วยผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งมาตรฐานสากลของ Responsible Jewellery Council (RJC) มาตรฐาน GIT Standard 3001 ที่มุ่งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามหลัก Know Your Counterparty และมาตรฐานคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กร CFO (Carbon Footprint for Organization) พร้อมขยายการสนับสนุนไปยังผู้ประกอบการในวงกว้างขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวให้ทันกับกติกาการค้าและความคาดหวังใหม่ของตลาดโลก
นายทนง ลีลาวัฒนสุข รองผู้อำนวยการ (เทคนิค) GIT กล่าวในวงเสวนา The Future of Ethical Luxury ว่า ปัจจุบันผู้ซื้อไม่ได้มองเพียงความสวยงามของเครื่องประดับอีกต่อไป คำถามแรกที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงว่า “สินค้าสวยแค่ไหน” แต่คือ “สินค้านี้มีคุณค่าอะไรอยู่เบื้องหลัง” ทำให้สินค้า Luxury ในอนาคต อาจไม่ได้หมายถึงการแสดงออกถึงความมั่งคั่งอย่างเปิดเผยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความหรูหราที่มีเรื่องราวและสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ผ่านคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังสินค้า เพราะผู้บริโภคจึงเริ่มให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่หลังเครื่องประดับมากขึ้น ทั้งแนวคิดในการออกแบบ แหล่งที่มาของวัสดุ วิธีการผลิต ตลอดจนแนวทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และคุณค่าของ Luxury ในยุคใหม่
ดังนั้น การปรับตัวจึงไม่ควรเป็นเพียงการวิ่งตามกฎทีละข้อ แต่ควรนำหลักความรับผิดชอบมาเป็นส่วนหนึ่งของการวาง Positioning ของแบรนด์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบสร้างคุณค่าใหม่ และทำให้ผู้บริโภคเลือกแบรนด์ด้วยเหตุผลที่มากกว่าความสวยงามหรือราคา เพราะเมื่อความรับผิดชอบกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ผู้บริโภคมองหา ความต้องการดังกล่าวก็จะย้อนกลับไปผลักดันให้เกิดการพัฒนางานออกแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่มากขึ้น
นายภูวดล วรรธนะชัยแสง จาก GIT กล่าวในวงเสวนา Decoding Green Transition in Gem and Jewelry ว่า การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของแนวคิดและความตั้งใจ ไปสู่การวัดผลที่ต้องมีข้อมูลรองรับ โดยเฉพาะข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีพื้นฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy อยู่แล้ว ตั้งแต่การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การนำเศษหินหรือวัสดุเหลือใช้มาออกแบบและเจียระไนใหม่ ไปจนถึงการรีไซเคิลทองคำเก่า แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่าการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรม เพียงแต่วันนี้จำเป็นต้องมีการจัดเก็บข้อมูลและพิสูจน์ผลลัพธ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น
การเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอน จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นต้นทุนและการใช้ทรัพยากรในแต่ละกระบวนการได้ชัดเจนขึ้น และนำไปสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพในระยะยาว โดย GIT จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อม และร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ โดยเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้ประกอบการผ่านมาตรฐาน แต่คือการทำให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารธุรกิจ และช่วยให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวทันทั้งเป้าหมายของประเทศและความต้องการของตลาดโลก
นายจักรพันธ์ สุวรรณวิจิตร จาก GIT กล่าวในหัวข้อเสวนา Responsible Precious Metals ว่า การยกระดับความรับผิดชอบในอุตสาหกรรมโลหะมีค่า ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นกระบวนการพัฒนาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตามวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการหลอมทองคำ จากเตาถ่านหินไปสู่เตาแก๊สและเตาไฟฟ้า ไปจนถึงการจัดการด้านชีวอนามัยในกระบวนการผลิตและรีไซเคิลโลหะมีค่า ล้วนเป็นตัวอย่างของการปรับตัวที่เกิดขึ้นจริงในภาคอุตสาหกรรม และสะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยมีประสบการณ์ในการปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความคาดหวังใหม่ ๆ มาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน คำถามของผู้ซื้อในวันนี้ก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเปอร์เซ็นต์ของโลหะมีค่าและความน่าเชื่อถือจากระบบการซื้อขายหรือเครื่องหมายรับรองแบบดั้งเดิม ปัจจุบันตลาดให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ลึกลงไป เช่น โลหะมาจากการทำเหมืองหรือจากการรีไซเคิล ผู้ผลิตในแต่ละทอดคือใคร รวมถึงมีการดูแลแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างไร นี่คือจุดที่ ความโปร่งใสเข้ามาเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ จากทั้ง 3 วงเสวนา มีข้อสรุปว่า กระบวนทัศน์ของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่การแข่งขันอาจวัดกันด้วย ฝีมือ ความสวยงาม คุณภาพ และราคา วันนี้ตลาดกำลังเพิ่มคำถามอีกชุดเข้ามา ตั้งแต่ ใครอยู่เบื้องหลังสินค้า ผลิตอย่างไร วัตถุดิบมาจากไหน และมีผลกระทบต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างไร
สำหรับประเทศไทย เงื่อนไขเหล่านี้อาจเป็นความท้าทาย แต่ก็สามารถเป็นโอกาสในการต่อยอดจุดแข็งเดิมของอุตสาหกรรมไทยเช่นกัน เพราะในวันที่คู่ค้าและผู้บริโภคต้องการมากกว่า สินค้าคุณภาพดี ราคาดี ผู้ประกอบการที่สามารถแสดงให้เห็นถึงระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และตรวจสอบได้ ย่อมมีโอกาสสร้างความแตกต่างในตลาดที่ให้คุณค่ากับมิติที่ต่างไป
การปรับตัวในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำตามมาตรฐานเพื่อให้ “ผ่าน” แต่คือการสร้างระบบธุรกิจที่พร้อมสำหรับความคาดหวังของตลาดในอนาคต และหากประเทศไทยสามารถนำจุดแข็งด้านฝีมือการผลิต ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของฐาน OEM มาต่อยอดด้วยธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจริยธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน คำว่า “Made in Thailand” ก็อาจมีความหมายมากกว่าแหล่งกำเนิดของสินค้า แต่หมายถึง สินค้าที่ตลาดโลกสามารถเชื่อมั่นได้ทั้งในสิ่งที่มองเห็น และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเครื่องประดับแต่ละชิ้น
ระดมกว่า 100 ชีวิตค้นหา สาวเปลือยกาย วิ่งหายเข้าป่าชุมชน
ไม่ยัตก็ยับ! เปิดหลักฐานเด็ด ยัต งัดสู้ ต้า เผยปฐมบทก่อนลามหลายเรื่อง สุดทนปมลูก
หวยลาววันนี้ งวดประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ผลหวยพัฒนา ตรวจรางวัล ล่าสุด หวยลาว ออกอะไร
กรรชัย มั่นใจ ทนายอาร์ม พูดถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง ต้า คือใครมีพัง แนะถอยคนละก้าว
เปแอสเช-อาร์เซนอลมีเหนื่อย ลิเวอร์พูลงานไม่หนักรอบลีกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก
กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 4 ฝนตกหนักถึงหนักมาก เตือน ฝนเพิ่มขึ้น
ยายวัย 72 เครียด โอนเงินผิดบัญชี 2 หมื่น โทรไปทวง อีกฝ่ายบอกกดไปใช้หมดแล้ว
ให้ดูครั้งแรก! อดีตผญบ.ยัน"ถ้ำหงส์"มีจริงโชว์พระโบราณพันปี รตอ.ปลอมเป็นพระธุดงค์มาจับโจรสมัยก่อนขุดเจอที่ปากถ้ำ
ช้างป่า วิ่งไล่หนุ่มวัย38 ล่อไปอีกทางให้เมียรอด ก่อนถูกเหยียบเสียชีวิต
สภาพอากาศวันนี้ กรมอุตุฯ เปิดชื่อ 28 จังหวัด เตือน มรสุม ฝนตกหนัก