สังคม

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | พาณิชย์ 90 วัน งานที่ทำมา กับหลายการบ้านที่ยังต้องทำต่อ

ภายหลังการแถลงผลงาน 90 วันของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มีทั้งส่วนที่จับต้องได้และส่วนที่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในหลายๆ การทำงานในรอบ 3 เดือน

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | พาณิชย์ 90 วัน งานที่ทำมา กับหลายการบ้านที่ยังต้องทำต่อ
มติชนออนไลน์

สรุปสั้น

ภายหลังการแถลงผลงาน 90 วันของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มีทั้งส่วนที่จับต้องได้และส่วนที่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในหลายๆ การทำงานในรอบ 3 เดือน

ประเด็นสำคัญ

  • อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | พาณิชย์ 90 วัน งานที่ทำมา กับหลายการบ้านที่ยังต้องทำต่อ
  • ภายหลังการแถลงผลงาน 90 วันของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มีทั้งส่วนที่จับต้องได้และส่วนที่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในหลายๆ การทำงานในรอบ 3 เดือน
  • ถึงที่สุดในยุคนี้ มากกว่าตัวเลขการนำเสนอประกอบการแถลง คือ การมองทะลุไปถึงที่มา รู้จักเหตุจึงจักรู้จักผล ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น และอะไรที่ยังไม่ถูกพูดถึง

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | พาณิชย์ 90 วัน งานที่ทำมา กับหลายการบ้านที่ยังต้องทำต่อ (70%)

รายละเอียด

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | พาณิชย์ 90 วัน งานที่ทำมา กับหลายการบ้านที่ยังต้องทำต่อ

ภายหลังการแถลงผลงาน 90 วันของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา มีทั้งส่วนที่จับต้องได้และส่วนที่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในหลายๆ การทำงานในรอบ 3 เดือน

ถึงที่สุดในยุคนี้ มากกว่าตัวเลขการนำเสนอประกอบการแถลง คือ การมองทะลุไปถึงที่มา รู้จักเหตุจึงจักรู้จักผล ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น และอะไรที่ยังไม่ถูกพูดถึง

บทความนี้ขอพาท่านผู้อ่านไปดูผลงาน 90 วันของ รัฐมนตรีฯศุภจี ก่อนจะปิดท้ายแต่ละหัวข้อด้วยการบ้านที่ยังต้องทำต่อและเรื่องที่ควรติดตามในไตรมาสถัดไป

เรื่องแรกค่าครองชีพและชุมชน

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย รถพุ่มพวง และแฟรนไชส์สร้างอาชีพ เป็นมาตรการที่จับต้องได้ในระดับครัวเรือน การที่รัฐช่วยสมทบค่าแพกเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุด 10,000 บาท เป็นตัวอย่างของนโยบายที่ตอบโจทย์คนอยากมีอาชีพเสริมในภาวะเศรษฐกิจฝืด และการส่งรถพุ่มพวงเข้าไปถึง 800 อำเภอ ก็สะท้อนความพยายามกระจายการเข้าถึงสินค้าราคาถูกในระดับพื้นที่

ในรายละเอียดบอกว่าช่วยลดค่าครองชีพประชาชนแล้วกว่า 818 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,900 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ไม่มีรายละเอียดว่าฐานเปรียบเทียบคืออะไร นับรวมอะไรบ้าง และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าเงินสดที่ประหยัดได้เกือบ 4 เท่านั้นมาจากสมมติฐานแบบไหน ในทางปฏิบัติของนโยบายสาธารณะ

การบ้านที่ยังต้องทำต่อในเรื่องนี้ นอกจากเรื่องตัวเลขที่ได้ฝากไปแล้วควรขยายผลสำรวจว่าครัวเรือนกลุ่มไหนได้ประโยชน์จริง กลุ่มรายได้น้อยในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงโครงการเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

ในด้านสินค้าเกษตร ราคาสินค้าส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งมันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวเจ้า และผลไม้หลายชนิด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดูดีในภาพรวม

แต่ต้องไม่ลืมว่าสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ผูกติดกับราคาตลาดโลกเป็นหลัก ราคายางที่ขึ้นหรือปาล์มที่ขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุปสงค์ต่างประเทศและสภาพอากาศ ไม่ใช่ผลจากนโยบายในประเทศทั้งหมด ควรมีแนวทางระยะยาวในการดูแลผลกระทบ เข้าใจว่ามีการวางแผนเรื่องการดูแลสินค้า เตรียมการก่อนผลผลิตออกเป็นแผนงานในระยะยาว แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่าสินค้าเกษตรยังถูกดูแลและพิจารณาจากจุดที่เป็นข่าวมากกว่า แต่จุดที่เงียบยังไม่ถูกแตะยังมีอีกมากหลายสินค้า

เรื่องโครงสร้างราคาสินค้าเกษตรเป็นเรื่องที่จะต้องเถียงกันไม่รู้จบ มีหลายปัจจัยมีหลายกลุ่มที่จะต้องหาสมดุล แต่วันนี้ไม่ใช่แค่กระทรวงพาณิชย์ที่มาแก้ปลายทาง แล้วมารักษาสมดุลกันปลายเหตุ การบ้านข้อนี้ต้องฝากไปถึงกระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาลโดยรัฐมนตรีทั้งคณะ

การลดลงของนอมินีเสี่ยงจาก 561 เหลือ 141 บริษัท หรือลดลงถึง 75% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าการบูรณาการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงานเริ่มเห็นผล แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของการปฏิบัติงานจริง จะพบว่าตรวจพื้นที่ได้เพียง 46 แห่งใน 13 จังหวัด ซึ่งยังห่างไกลจากขนาดปัญหาทุนต่างชาติแฝงที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

การบ้านที่อยากฝากในข้อนี้คือ ตัวเลขการจดทะเบียนกลุ่มเสี่ยงลดลงต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะอาจสะท้อนได้สองทาง ทางหนึ่งคือปัญหาลดลงจริงจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น อีกทางหนึ่งคือกลุ่มทุนที่เคยใช้วิธีจดทะเบียนแบบเดิมปรับตัวหลบเลี่ยงไปใช้ช่องทางหรือรูปแบบธุรกิจอื่นที่ยังไม่ถูกจับตา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปเมื่อมีการกวดขันในช่วงสั้นๆ โดยไม่มีระบบติดตามต่อเนื่องระยะยาวรองรับ

การเติบโตของการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก 17.6% คิดเป็นมูลค่ากว่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นตัวเลขที่น่าพอใจในทุกมิติ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่าง THAIFEX ANUGA-ASIA 2026 ที่สร้างมูลค่ากว่า 136,543 ล้านบาท ก็เป็นผลงานที่ตรวจสอบได้ค่อนข้างชัดเจนจากมูลค่าการจับคู่ธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ตัวเลขนี้เกิดขึ้น ตรงกับช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปในวงการการค้าระหว่างประเทศว่าผู้นำเข้าหลายรายเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีจะมีผลบังคับใช้  อย่างไรก็ดีตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอาจต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยนอกจาก Front loading แล้วกำลังการผลิต และการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจที่ตามมามีมากน้อยแค่ไหน ยังคงเป็นปัจจัยและคำถามที่ท้าทายต่อการได้มาซึ่งตัวเลขเหล่านี้

สุดท้ายเรื่องใหญ่ที่สุดที่อยากเอาใจช่วยคือดีล FTA ไทย-อียู และการเจรจา ART กับสหรัฐฯ ที่ยังไม่ปิดดีลซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเร่งทบทวนแนวทางร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าใจว่ารัฐมนตรีฯ มีกำหนดเดินทางไปสหรัฐฯ ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนการพิจารณามาตรา 301 เพียงไม่กี่วัน ถือด่านที่หนักที่สุดในรอบปีของกระทรวงพาณิชย์

เพราะเป็นบทพิสูจน์และจุดสำคัญอย่างยิ่งของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สินค้า บริการและการลงทุนไทยให้ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลง ซึ่งก่อนที่จะถึงจุดนั้นไม่ใช่แค่เพียงกระทรวงพาณิชย์แต่คำถามสำคัญคือทุกหน่วยงานรับรู้และเตรียมพร้อมรับผลที่จะเกิดขึ้นให้กับ segment ของตนได้ดีพอหรือยังในปัจจุบัน โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดในบรรดาของกลุ่มรัฐมนตรี 3 แม่ครัว งานของกระทรวงพาณิชย์คืองานที่มีความยากมากที่สุด หลายเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงแต่ไม่มีอำนาจเข้าไปควบคุมทั้งระบบ เพื่อกำกับและจัดการ หลายเรื่องต้องรักษาสมดุลตั้งแต่รากหญ้าไปถึงพ่อค้า นายทุน รวมกันอยู่ในกระทรวงเดียว

จึงถือเป็นเรื่องและงานที่ยากและเมื่อดูผลงานโดยรวม 90 วันนี้ถือว่าเป็นเพียงแค่การอุดรอยรั่ว เฉพาะจุดที่เห็นผลเร็วและวัดผลง่าย เช่น การช่วยเหลือมะพร้าวน้ำหอม การจัดงานแสดงสินค้า หรือการกวดขันนอมินีในพื้นที่นำร่อง ซึ่งล้วนเป็นงานที่ควรได้รับการยอมรับตามความเป็นจริง แต่งานเชิงโครงสร้างที่แท้จริง ทั้งดีลการค้าใหญ่กับอียูและสหรัฐฯ การแก้ปัญหานอมินีที่ยั่งยืน และการดูแลพืชเกษตรที่ราคาตกอย่างเป็นระบบ ยังไม่ได้เห็นมากนัก ซึ่งเรื่องนี้ต้องถือเป็นตัวชี้วัดและการบ้านที่ต้องรอดูผลใน 90 วันถัดไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus