“อนุทิน” เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเข้าสภาฯ ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย-คุมหนี้ไม่เกิน 70%
“นายกฯอนุทิน” เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเข้าสภาฯ ชี้วิกฤตพลังงานกระทบปากท้องหลายระลอก ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย รัฐบาลคุมหนี้ไม่เกินกรอบ 70%
นับเมื่อเปิดอ่านอย่างน้อย 8 วินาที วันละครั้งต่อเบราว์เซอร์ · ไม่ใช้คุกกี้ติดตาม
สรุปสั้น
“นายกฯอนุทิน” เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเข้าสภาฯ ชี้วิกฤตพลังงานกระทบปากท้องหลายระลอก ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย รัฐบาลคุมหนี้ไม่เกินกรอบ 70%
ประเด็นสำคัญ
- “อนุทิน” เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเข้าสภาฯ ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย-คุมหนี้ไม่เกิน 70%
- “นายกฯอนุทิน” เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเข้าสภาฯ ชี้วิกฤตพลังงานกระทบปากท้องหลายระลอก ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย รัฐบาลคุมหนี้ไม่เกินกรอบ 70%
- วันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลุกขึ้นเสนอวาระว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 2569
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ “อนุทิน” เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเข้าสภาฯ ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย-คุมหนี้ไม่เกิน 70% (70%)
รายละเอียด
“อนุทิน” เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเข้าสภาฯ ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย-คุมหนี้ไม่เกิน 70%
เผยแพร่ 26 ส.ค. 2569 ,14:29น.
“นายกฯอนุทิน” เสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเข้าสภาฯ ชี้วิกฤตพลังงานกระทบปากท้องหลายระลอก ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย รัฐบาลคุมหนี้ไม่เกินกรอบ 70%
วันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ลุกขึ้นเสนอวาระว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งพระราชกำหนดดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 2569
ช่างภาพพีพีทีวี
การประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง พิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ในการนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 8/2569 ลงวันที่ 9 ก.ค. 2569 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ตามบทบัญญัติมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้การตราพระราชกำหนดกระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ในโอกาสนี้ รัฐบาลจึงขอเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตราพระราชกำหนด รวมถึงสาระสำคัญของพระราชกำหนด ซึ่งกำหนดวงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
สำหรับเหตุผลและความจำเป็น ประการแรก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแตกต่างจากวิกฤตการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก ห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมัน อันทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่ได้เกิดการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ ระบบท่อส่งน้ำมันหรือท่อก๊าซ คลังน้ำมันหรือคลังก๊าซ ตลอดจนท่าเรือขนส่งน้ำมันหรือก๊าซ และไม่ได้มีการปิดเส้นทางเดินเรือ
สถานการณ์ในครั้งนี้แตกต่างจากกรณีราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติจากความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยความขัดแย้งด้วยอาวุธในตะวันออกกลางในปี 2569 มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน รวมทั้งปิดเส้นทางการเดินเรือ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลก ต้องหยุดชะงัก
ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานของโลกยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิตทั่วโลก น้ำมันจากแหล่งอื่นจึงไม่สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปได้ทัน จนถึงปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน
ช่างภาพพีพีทีวี
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ประการที่สอง ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางเกือบร้อยละ 50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ประเทศไทยจึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโครงสร้างการผลิตสินค้า บริการ การคมนาคม และการเกษตรของไทย ยังคงเป็นระบบที่พึ่งพาปิโตรเลียมและใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลัก ขณะที่การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ
เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลน จึงส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า บริการ การขนส่ง ภาคการเกษตร และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรงและรุนแรง กล่าวได้ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสำคัญอย่างยิ่ง คือ “วิกฤตปากท้อง” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงระลอกเดียว แต่จะมีผลกระทบต่อเนื่องหลายระลอก
โดยระลอกแรก คือความตื่นตระหนก ระลอกที่สอง คือราคาพลังงานฟอสซิลที่ปรับตัวสูงขึ้น ระลอกที่สาม คือ ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ระลอกที่สี่ คือค่าครองชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้น และระลอกที่ห้า คือกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง เนื่องจากรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจสูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความเสี่ยงด้านการผลิตและการจ้างงาน เกิดแรงบีบสองด้านต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชน โดยประชาชนมีรายได้ลดลง ขณะที่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ฉุดกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูง หรือที่เรียกว่า สแตกเฟลชัน ในระยะถัดไป หากปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข
จากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางจะกลับเข้าสู่สถานภาพเดิม หรืออาจไม่สามารถกลับไปเหมือนเดิมได้
ดังนั้น ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศถึงเกือบร้อยละ 50 เช่นที่ผ่านมา หากไม่มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าว ประเทศไทยก็ยังคงต้องแบกรับความเสี่ยงต่อไป รวมถึงห่วงโซ่อุปทานจากราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงต่อเนื่อง
กล่าวได้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตที่ซ้อนกันหลายรอบ ซึ่งจำเป็นต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และเป็นประการสำคัญในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต รวมถึงจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวเป็นวงกว้างและยืดเยื้อ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด อันเนื่องมาจากความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี เครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้ เนื่องจากแหล่งเงินงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหามีข้อจำกัดและไม่สามารถดำเนินการได้ทัน หากใช้จากงบประมาณปกติ ขณะที่วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมีความไม่แน่นอนสูง และงบประมาณที่เหลืออยู่ก็ไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ
สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตั้งกรอบไว้ที่ 99,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ใช้งบกลางดังกล่าวในการแก้ไข เยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงในหลายพื้นที่ รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐ และค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณ
ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ประกอบกับปัจจุบันยังมีความต้องการใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีกประมาณ 140,000 ล้านบาท อาทิ ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ความมั่นคงชายแดน และความจำเป็นอื่น ๆ ที่เป็นภาระซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปีและมีกฎหมายกำหนดให้ต้องจ่าย แต่ไม่มีงบประมาณรองรับ
ดังนั้น แม้งบกลางที่คงเหลืออยู่ เมื่อรวมกับเงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ขณะเดียวกัน งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีการใช้จ่ายไปแล้วกว่าสองไตรมาส ปัจจุบันใช้ไปแล้วประมาณร้อยละ 72 และยังมีงบประมาณที่ต้องใช้ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงคาดว่าจะมีงบประมาณคงเหลือที่จำกัด ซึ่งสามารถนำมาจัดทำพระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณรายจ่ายได้ แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน
คอนเทนต์สำหรับคุณ By Blue Dot
ทำไมต้องกู้ 4 แสนล้าน? “เอกนิติ” ชี้ โจทย์ใหญ่คือหยุดวิกฤตพลังงาน
“อนุทิน” พร้อมแจง พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ไม่การันตีผ่านฉลุย จ่อรวมวงพรรคร่วมก่อนศึกซักฟอ...
ประกอบกับการจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายมีกระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินการ ซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤตการณ์ ขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปี 2569 มีกระบวนการและระยะเวลาดำเนินงานไม่ต่ำกว่า 2 เดือน อีกทั้งการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2569 ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ไม่สามารถจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2569 ได้
ตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์พลังงาน
ส่วนการใช้แหล่งเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน ก็ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากงบประมาณปี 2570 จะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ จึงไม่น่าจะสามารถใช้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้
ประกอบกับงบประมาณปี 2570 มีวงเงินทั้งสิ้นประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งมีความจำเป็นต้องจัดสรรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิและกฎหมาย รวมถึงรองรับภารกิจพื้นฐานของหน่วยรับงบประมาณที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางภูมิอากาศและการป้องกันภัยพิบัติ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัล ด้านสังคม การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐาน การศึกษา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สาธารณสุข ตลอดจนการบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ
จึงทำให้พื้นที่งบประมาณคงเหลือไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ประกอบกับคำของบประมาณรายจ่ายปี 2570 ด้านพลังงาน ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามภารกิจพื้นฐานของหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการนำเข้าและพึ่งพาพลังงานฟอสซิล รวมถึงลดภาระด้านพลังงานทั้งในระดับครัวเรือนและระดับผู้ประกอบการ ซึ่งต้องดำเนินการไปพร้อมกับการช่วยเหลือและเยียวยา
แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบอื่นแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง หากพระราชกำหนดนี้ไม่ถูกตราขึ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ อาจส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อหรือเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจในระยะถัดไป จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศให้เร็วที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากประเทศอื่นให้ได้มากที่สุด โดยเรื่องนี้ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างดังกล่าวให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาทักษะด้านพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกยังเป็นการพัฒนาทักษะสำหรับอนาคตของประชาชนไปในตัว เพราะทิศทางการพัฒนาของโลกมุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น
การตราพระราชกำหนดฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1.ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 2.ลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศไทย
ทั้งนี้สำหรับวิธีการดำเนินการมี 3 ประการ ได้แก่ 1.การให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการครองชีพและการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง 2.การสนับสนุนให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากประเทศอื่นให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด และ 3.การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ จากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันไป
ในการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาทในครั้งนี้ รัฐบาลตระหนักถึงข้อห่วงใยของทุกฝ่ายต่อประเด็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า และความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าว รัฐบาลจึงกำหนดหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อเป็นกรอบวินัยในการกู้เงินไว้ในกฎหมายฉบับนี้
โดยสรุปให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาล มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2572 วัตถุประสงค์ในการใช้เงินกู้ให้นำไปใช้จ่ายภายใต้แผนงานหรือโครงการที่กำหนดในบัญชีท้ายพระราชกำหนด ดังนี้
1. เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง วงเงิน 200,000 ล้านบาท
2. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 รัฐบาลได้เตรียมทุกวิถีทางในการรับมือและจัดการกับผลกระทบภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงบกลาง งบประมาณที่มีอยู่ และมาตรการอื่น ๆ ประกอบกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ รัฐบาลจึงคาดการณ์ว่าต้องใช้เงินแก้ไขผลกระทบประมาณ 400,000 ล้านบาท ซึ่งไม่อาจจัดสรรจากงบประมาณตามปกติ หรือการกู้เงินตามกฎหมายที่มีอยู่และใช้บังคับในปัจจุบันได้
ดังนั้น การกู้เงินในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล โดยแนวทางการกู้เงินจะดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการออกตั๋วเงินกู้ หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นและความมั่นใจในการบริหารหนี้สาธารณะ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การกู้เงินของรัฐบาลในวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เมื่อรวมกับแผนกู้เงินเดิมที่มีอยู่แล้ว จะไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยประมาณการระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP จะไม่เกินกรอบร้อยละ 70
สำหรับแนวทางการกู้เงินในขั้นต้น จะพิจารณาจากแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนด้านการชำระหนี้ กระทรวงการคลังได้วางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อกระจายความเสี่ยงและดูแลระดับการกู้เงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มีความสามารถในการบริหารการชำระหนี้ได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ดังนั้น การชำระหนี้จะทำได้ตามกำหนด และยังคงอยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
นอกจากนี้ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นไปด้วยความคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกระบวนการกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ โดยคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งจะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามแผนงานและโครงการที่กำหนดไว้ตามมาตรา 3 รวมทั้งต้องผ่านการกลั่นกรองด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และมีความพร้อมในการปฏิบัติการได้ทันที
รัฐบาลจะใช้หลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Targeted ตรงจุด ใช้เงินให้ตรงกับเป้าหมาย, Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน, Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการลงทุนที่ช่วยปรับตัว, Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้, Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศไทย
“สถานการณ์วิกฤตครั้งนี้นับเป็นวิกฤตที่ร้ายแรง รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงขอฝ่ายสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้ ได้โปรดร่วมกันพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา ผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับอนาคตของประเทศไทย ต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย
คอนเทนต์พิเศษ
สำหรับคุณ
"อภิสิทธิ์" ซัดพรรคการเมือง ยึด สว. - กินรวบองค์กรอิสระ ล้มล้างการปกครองหรือไม่?
จับตา! ประชุม ก.ตร. เคาะโผนายพลสีกากี 163 ตำแหน่งว่าง
“อาสพลธ์” แฉเครือข่ายตบทรัพย์สอบท้องถิ่นโยง DSI ระดับ “พ.ต.ท.”
"วิชา" ฟันธง! โกงสอบท้องถิ่นตัดจบที่ ขรก. ประจำ สาวไม่ถึงนักการเมือง
กกต.เคาะวันประชุมพิจารณาลงมติสำนวนคดีฮั้ว สว. 14 ก.ย.นี้
จ่อยื่น ป.ป.ช. ฟัน กกต.ยกแก๊ง ชี้มติดำเนินคดีอาญา 1,767 ราย เข้าข่ายซื้อเวลา!
ไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ ลามตึกข้างเคียง-โครงสร้างทรุด | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 29 ส.ค. 69
ดาวเทียมเผย "เนปาล" ราบเป็นหน้ากลอง สูญหายพุ่ง 2,400 คน | ทันโลก EXPRESS | 29 ส.ค. 69
"ไชยชนก" รอไม่ไหวฝ่ายค้านอภิปราย TH-AI Passport | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 29 ส.ค. 69
วิกฤต? สื่อรายงาน "แพทริออต" ของสหรัฐฯ ในยุโรปขาดแคลนหนัก | เข้มข่าวค่ำ | 28 ส.ค. 69
“จ่าโอ” เล่าชีวิตลูกเรือ USS Abraham Lincoln ชี้เงินสะพัดพัทยา | ทันข่าวสุดสัปดาห์ |...
เนปาล-จีนเผยความเสี่ยงทะเลสาบทะลักซ้ำลดลงแล้ว | เรื่องใหญ่ Live Talk | 28 ส.ค. 69...
เปิดภาพถ่ายดาวเทียม ธารน้ำแข็งแตกถล่มดิ่ง 1,200 เมตร | เที่ยงทันข่าว | 27 ส.ค. 69
เปิดเส้นทางทำลายล้างน้ำป่าถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต | เข้มข่าวเย็น | 27 ส.ค. 69
"เนปาล-ทิเบต" ยังน่าห่วงเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่รอบ 2 ยอดเสียชีวิตพุ่ง 469 คน | เข้มข่าวค่ำ | 28 ส.ค. 69
ดูอีกมุม! คลิปน้ำ-โคลนคืบคลานเข้าชุมชน จากผู้เห็นเหตุการณ์ใกล้ตลาดเบตราวาตี | PPTV Online
จีนฟื้นภารกิจกู้ภัยในทิเบตอีกครั้งหลังผวาน้ำทะเลสาบทะลัก | เข้มข่าวเย็น | 28 ส.ค. 69
Exclusive Talk | ฮุนเซนเอาคืนแน่!เช็คกำลังทหารกัมพูชา | คุยข้ามช็อต
ทันตาเห็น 5 ผลกระทบหลังสหรัฐฯดีเดย์เศรษฐกิจอิหร่าน | เข้มข่าวค่ำ | 25 ส.ค.69
แฉ! "ระดับรัฐมนตรี" เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่นใต้-อีสาน จี้ ป.ป.ช.สาวเส้นเงิน| PPTV News
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ครม. ไฟเขียวแต่งตั้งโยกย้าย "บิ๊กมหาดไทย" 20 ตำแหน่ง
โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวม 11 ราย
ประกาศระเบียบฯเนรเทศฉบับใหม่ จัดการชาวต่างชาติทำผิดกฎหมาย!
“อนุทิน” ยันทุจริตสอบไม่มีเส้น–ไม่มีเว้น หากหลักฐานถึงใครเอาผิดคนนั้น
กกต.โต้ข่าวลือ! ลงมติสำนวนคดีฮั้ว สว. 28 ส.ค.ไม่เป็นความจริง
สภาฯ ผ่านฉลุย! 285 เสียงไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
รัฐย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ตีเช็คเปล่า เดินหน้า 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน
"อนุทิน" เผย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทูลเกล้าฯ เรียบร้อยแล้ว
ศาล รธน. สั่งยุติไต่สวน-นัดลงมติ 9 ก.ค. คำร้องปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน