3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านประสานเสียง เร่งฟื้นความเชื่อมั่นการเมืองไทยก่อนสายเกินแก้
วันนี้ (29 ส.ค.2569) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ฝ่ายค้านได้จัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล" โดยมี 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
นับเมื่อเปิดอ่านอย่างน้อย 8 วินาที วันละครั้งต่อเบราว์เซอร์ · ไม่ใช้คุกกี้ติดตาม
สรุปสั้น
วันนี้ (29 ส.ค.2569) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ฝ่ายค้านได้จัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล" โดยมี 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ประเด็นสำคัญ
- วันนี้ (29 ส.ค.2569) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ฝ่ายค้านได้จัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล" โดยมี 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
- ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมถึง นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน
- ในวงเสวนา ทั้ง 3 คนได้สะท้อนถึงโครงสร้างการเมืองไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก จากการที่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญไร้ประสิทธิภาพและขาดความเป็นกลาง โดยเฉพาะบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมือง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจต่อกระบวนการยุติธรรมและระบบประชาธิปไตยของประเทศ
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านประสานเสียง เร่งฟื้นความเชื่อมั่นการเมืองไทยก่อนสายเกินแก้ (70%)
รายละเอียด
วันนี้ (29 ส.ค.2569) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ฝ่ายค้านได้จัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล" โดยมี 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมถึง นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน
ในวงเสวนา ทั้ง 3 คนได้สะท้อนถึงโครงสร้างการเมืองไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก จากการที่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญไร้ประสิทธิภาพและขาดความเป็นกลาง โดยเฉพาะบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมือง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจต่อกระบวนการยุติธรรมและระบบประชาธิปไตยของประเทศ
"อภิสิทธิ์" ยอมรับกังวลบ้านเมือง แต่ไม่กังวลทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะในมุมมองของตน การจะพิจารณาว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่ได้ดูเพียงว่ามีรัฐบาลหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่ามีฝ่ายค้านหรือไม่ เพราะหากไม่มีฝ่ายค้านย่อมหมายถึงการรวบอำนาจ
พร้อมยอมรับว่า สถานการณ์บ้านเมืองและระบบการเมืองในปัจจุบันทำให้มีความกังวล โดยเฉพาะปัญหาการรวบอำนาจจากเสียงข้างมากในสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ระบบรัฐสภาของไทยแตกต่างจากหลายประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการแยกประเด็นในการลงมติ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ เช่น งบประมาณหรือการลงมติไม่ไว้วางใจ ที่อาจต้องมีการขีดเส้นใต้เป็นกรณีพิเศษว่า สส.รัฐบาลต้องลงมติตามแนวทางของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นกฎหมายทั่วไป นายอภิสิทธิ์เห็นว่า สส.ควรมีพื้นที่ในการใช้ดุลยพินิจ หากเห็นต่างจากรัฐบาลหรือเห็นด้วยกับฝ่ายค้าน ไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้ลงคะแนนตามมติพรรคทุกครั้ง เพราะคุณค่าของฝ่ายค้านคือการสะท้อนความเห็นที่แตกต่าง และทำให้สังคมเห็นว่าปัญหาหนึ่งเรื่องสามารถมีได้หลายมุมมอง
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการนำกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลออกไปอยู่นอกสภา โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการตรวจสอบนักการเมืองด้วยกันเองที่อาจไม่เพียงพอ และหวังให้องค์กรเหล่านี้มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง
แต่ปัญหาคือการพยายามทำให้องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชนผ่านวุฒิสภา กลับทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เพราะในหลายยุควุฒิสภาอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลางอย่างที่คาดหวัง และอาจเกิดการสร้างเครือข่ายทางอำนาจ จนปัจจุบันขยายไปถึงประเด็นในกระบวนการยุติธรรม ทำให้การตรวจสอบอำนาจทำได้ยากขึ้น
สำหรับกรณีที่ตนกล่าวถึงบนเวทีสัมมนาก่อนหน้านี้ว่า หากพรรคการเมืองสามารถยึดวุฒิสภาและเข้ามาเป็นรัฐบาล ขณะที่วุฒิสภาส่งบุคคลเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ก็อาจเกิดสถานการณ์ที่รัฐบาลทำผิดแต่ไม่ถูกตรวจสอบ และไม่สามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้ นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า เป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติที่ตั้งขึ้นเพื่อชวนให้คิดถึงปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว พร้อมพูดเชิงหยอกล้อว่าไม่ทราบว่าอีกฝ่าย "ไปกินอะไรมาหรือไม่" และหากต้องการก็อยากช่วยให้ "ท้องเย็น" ลง
นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า แม้จะมีความกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมือง แต่ไม่ได้กังวลต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะเครื่องมือที่มีอยู่ตามกฎหมายและสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองยังสามารถนำมาใช้ได้ พร้อมยกประสบการณ์ในอดีตว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยต้องต่อสู้ทางการเมืองอย่างเสียเปรียบ ทั้งการดำเนินการกับ กกต. ป.ป.ช. และการเผชิญหน้ากับตำรวจ
แต่ท้ายที่สุดหลายเหตุการณ์กลับนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่ควรกังวลว่าการใช้เครื่องมือครั้งแรกแล้วไม่ได้ผล จะหมายความว่าการตรวจสอบไม่มีทางสำเร็จ
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงนายชวน หลีกภัย อดีตผู้นำฝ่ายค้านและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยให้กำลังใจตนในช่วงเริ่มต้นทำงานการเมือง โดยย้ำหลักคิดว่าไม่มีใครสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนบนความไม่ถูกต้องหรือความไม่ยุติธรรม แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ยึดถือมาตลอด
"ชลน่าน" ชี้ระบบถ่วงดุลอ่อนแอทำวิกฤตศรัทธารุนแรงขึ้น
ด้าน นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมเวทีได้แจ้งพรรคเพื่อไทยให้ทราบ เนื่องจากยังเป็นสมาชิกพรรค แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งบริหารพรรค และยืนยันว่าการมาร่วมเวทีครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากมติพรรค โดยพรรคไม่ได้ห้ามหรือปิดกั้น เพียงแต่มีความกังวลว่าการแสดงความคิดเห็นอาจกระทบต่อการทำงานของพรรคซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล
นพ.ชลน่านระบุว่า การตัดสินใจมาร่วมเวทีส่วนหนึ่งมาจากการที่เป็นเวทีของผู้นำฝ่ายค้าน และมีนายอภิสิทธิ์เข้าร่วม ซึ่งทำให้เห็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง
เขามองว่า ระบบการเมืองต้องแบ่งแยกอำนาจ แต่ทุกอำนาจต้องสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ หากกลไกตรวจสอบอ่อนแอหรือถูกทำให้ไร้ประสิทธิภาพเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ย่อมยิ่งทำให้วิกฤตความเชื่อมั่นพัฒนาไปสู่ "วิกฤตศรัทธา" และอาจถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงระบบ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถแก้เพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาทั้งระบบ
นพ.ชลน่านกล่าวว่า ทั้งการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบอำนาจ ล้วนเป็นจุดที่กำลังเผชิญวิกฤต จึงไม่แปลกที่สังคมจะตั้งคำถามต่อที่มาของอำนาจของ สส. สว. องค์กรอิสระ และองค์กรตุลาการ แม้ประชาชนหรือฝ่ายการเมืองบางส่วนอาจไม่มีอำนาจโดยตรงในการเข้าไปตรวจสอบ แต่ทุกองค์กรที่มีอำนาจต้องอยู่ภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล
นพ.ชลน่าน ยังกล่าวถึงการสร้างฐานเสียงทางการเมือง โดยมองว่าการบริหารจัดการและการสร้างสภาพแวดล้อมทางการเมืองอาจมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขันเฉพาะในวันเลือกตั้ง พร้อมเปรียบเทียบถึงกรณีที่กลุ่มหนึ่งมีฐานเสียงจำนวนมาก แต่หากอีกกลุ่มมีการจัดการและบริหารฐานคะแนนอย่างเป็นระบบ ก็สามารถเอาชนะได้
เขาเรียกกลยุทธ์ดังกล่าวเชิงเปรียบเปรยว่า หากผู้ที่ใช้ความสามารถในการวางแผนเช่นนี้เป็น "โจร" ก็อาจเรียกว่า "โจรสมองเพชร" เพราะมีความสามารถในการวางยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง พร้อมระบุว่า หากความสามารถดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ก็สามารถสร้างความเจริญให้บ้านเมืองได้
"ชัยธวัช" เทียบ กกต. คดียุบก้าวไกลกับคดีฮั้ว สว.
นายชัยธวัชกล่าวว่า ประเด็นที่กังวลคือกลไกของสภาและองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล โดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่าล้มล้างการปกครอง ซึ่งทำให้เขานึกถึงกรณี กกต.ดำเนินการยุบพรรคก้าวไกลจากกรณีการหาเสียงเสนอแก้ไขมาตรา 112
นายชัยธวัชมองว่า กระบวนการดังกล่าวแตกต่างอย่างมากกับคดีฮั้วเลือก สว. เพราะในกรณีของพรรคก้าวไกล กกต.ชุดใหญ่ดำเนินการโดยไม่รอความเห็นหรือสำนวนจากคณะไต่สวนและสืบสวนของตนเอง โดยให้เหตุผลว่ามีข้อเท็จจริงปรากฏแล้ว จึงสามารถพิจารณาและส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
เขาจึงตั้งคำถามกลับว่า หากกรณีฮั้ว สว.มีข้อเท็จจริงปรากฏเช่นกัน เหตุใดกระบวนการจึงใช้เวลานาน พร้อมระบุว่าจะจับตาการดำเนินการในวันที่ 14 ก.ย.
นายชัยธวัชกล่าวว่า แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระเริ่มมีความชัดเจนจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเกิดขึ้นจากความหวังในการปฏิรูปการเมืองและสร้างกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจ โดยมีแนวคิดสำคัญคือ "ปิดทุจริต เปิดประสิทธิภาพ" แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับพบปัญหาการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และเกิดคำถามเพิ่มเติมว่าองค์กรที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจ กลับอาจถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจเสียเอง
เขามองว่า ประสบการณ์ตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 จนถึงรัฐประหารปี 2557 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้สังคมควรตระหนักว่า ผู้ใช้อำนาจที่สร้างปัญหาไม่ได้มีเฉพาะนักการเมืองจากการเลือกตั้ง แต่รวมถึงผู้มีอำนาจในองค์กรต่าง ๆ และผู้มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วย
นายชัยธวัชกล่าวว่า ตนกังวลเรื่องนี้มานานตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และการมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งกำหนดให้ สว.ชุดแรกมาจากการแต่งตั้ง และมีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ รวมถึงมีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี จึงตั้งคำถามว่าทำไมสังคมเพิ่งเริ่มตระหนักถึงปัญหาเมื่อเกิดข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเลือก สว. ทั้งที่ในอดีตเคยมีการแต่งตั้ง สว.โดยตรงอยู่แล้ว
นายชัยธวัชมองว่า ปัญหาฮั้ว สว.ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตของกลไกตรวจสอบถ่วงดุล แต่สะท้อนวิกฤตของระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นพัฒนาการของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560
เขากล่าวว่า องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ สว. ตามโครงสร้างที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายการเมือง แต่ถูกออกแบบให้มีบทบาทกำกับและควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง
นายชัยธวัชยังยกกรณีการทำงานของ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวอย่างในเชิงตั้งคำถามว่า กลไกเหล่านี้อาจถูกมองว่าทำงานแตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ โดยกล่าวถึงกรณีนักการเมืองที่เคยอยู่ในฝ่ายอำนาจแล้วถูกดำเนินคดีภายหลังเปลี่ยนขั้วทางการเมือง
นายชัยธวัชกล่าวว่า แม้ สว.ในปัจจุบันจะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีเหมือน สว.ตามบทเฉพาะกาลในช่วงแรก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเลือกองค์กรอิสระ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงยังถือเป็นแกนกลางของโครงสร้างอำนาจที่เขาเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน"
เขากล่าวหาว่ามีความพยายามสร้างเสียงข้างมากใน สว.อย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจดังกล่าว และอ้างถึงข้อความที่ว่า "เราทำเพื่อข้างบน" ในบริบทของข้อกล่าวหาเรื่องการเลือก สว.
นายชัยธวัชจึงเห็นว่า หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จะส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย และต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมเรียกร้องให้สังคมทบทวนโครงสร้างรัฐธรรมนูญและกลไกตรวจสอบอำนาจโดยรวม
"อภิสิทธิ์" โต้ "ชลน่าน" เรื่องแมว-หมา ย้ำต้องอยู่กับความจริง
ช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ขอใช้สิทธิพาดพิง หลัง นพ.ชลน่านกล่าวถึงความสามารถของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตในการสร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง โดยยกตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบว่า สามารถทำให้สิ่งที่เป็น "หมา" กลายเป็น "แมว" ในสายตาของสังคมได้
นายอภิสิทธิ์กล่าวติดตลกว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจัดงาน "Homecoming" ในเดือนตุลาคม เพื่อรวบรวมอดีตสมาชิกและศิษย์เก่าของพรรค เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี พร้อมชี้แจงว่า ในอดีตฝ่ายค้านมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือสื่อสาร เพราะรัฐบาลเป็นฝ่ายควบคุมกลไกการสื่อสารส่วนใหญ่ หน้าที่ของฝ่ายค้านจึงต้องใช้ความสามารถในการอภิปรายในสภา เพื่อทำให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงอีกด้าน
ก่อนกล่าวทิ้งท้ายโดยอ้างถ้อยคำว่า "สัจจัง เว อมตา วาจา" พร้อมย้ำว่า การเมืองจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านและการตรวจสอบอำนาจในระบอบประชาธิปไตย
"ณัฐพงษ์" เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ครบรอบ 100 วัน เปิดปม "ระบอบสีน้ำเงิน"
โควิดไทยป่วยสะสม 95,357 คน แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่ม NB.1.8.1 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก
ผู้ว่าฯ กทม.ตรวจสอบเหตุไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ เตือนห้ามเข้าอาคาร หวั่นโครงสร้างถล่ม