สังคม

ไทยช่วยไทยพลัส ย้ำไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอน "เงินสด" เตือนหากทำผิดจะถูกระงับสิทธิ

วันแรกคึกคักมาก ประชาชนใช้จ่าย "ไทยช่วยไทยพลัส" จำนวน 13.89 ล้านครั้ง พร้อมย้ำไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอนเงินสด หากผิดวัตถุประสงค์ จะถูกระงับสิทธิในโครงการฯ

ไทยช่วยไทยพลัส ย้ำไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอน "เงินสด" เตือนหากทำผิดจะถูกระงับสิทธิ
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

วันแรกคึกคักมาก ประชาชนใช้จ่าย "ไทยช่วยไทยพลัส" จำนวน 13.89 ล้านครั้ง พร้อมย้ำไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอนเงินสด หากผิดวัตถุประสงค์ จะถูกระงับสิทธิในโครงการฯ

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ไทยช่วยไทยพลัส ย้ำไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอน "เงินสด" เตือนหากทำผิดจะถูกระงับสิทธิ (70%)

รายละเอียด

ไทยช่วยไทยพลัส ย้ำไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอน "เงินสด" เตือนหากทำผิดจะถูกระงับสิทธิ

วันแรกคึกคักมาก ประชาชนใช้จ่าย "ไทยช่วยไทยพลัส" จำนวน 13.89 ล้านครั้ง พร้อมย้ำไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอนเงินสด หากผิดวัตถุประสงค์ จะถูกระงับสิทธิในโครงการฯ

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เผยว่า ตามที่ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) (โครงการฯ) ระหว่างวันที่ 25 - 29 พฤษภาคม 2569 โดยมีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 26,040,623 ราย นั้น

สำหรับวันแรกของการใช้จ่าย คือวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2569 มีประชาชนให้ความสนใจใช้จ่ายผ่านโครงการฯ เป็นจำนวนมาก สรุปยอดใช้จ่ายในวันดังกล่าวระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 2,039.74 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 855.64 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 1,184.10 ล้านบาท และมีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการฯ แล้วกว่า 8.72 ล้านราย จำนวนครั้งที่ใช้จ่ายกว่า 13.89 ล้านครั้ง กับร้านค้า 6.6 แสนร้านค้า สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. มียอดใช้จ่ายในโครงการฯ แล้วกว่า 2,870.83 ล้านบาท

ในส่วนของการใช้จ่ายตามโครงการฯ ประชาชนสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00 น. ผ่าน G-Wallet (กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ) ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet ให้เรียบร้อย เพื่อใช้เป็นเงินส่วนของประชาชนสำหรับสแกนใช้จ่ายในโครงการฯ ร่วมกับเงินของรัฐ

สำหรับการใช้สิทธิแต่ละครั้ง ร้านค้าหรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องกรอกมูลค่าสินค้าหรือบริการตามจริง เพื่อสร้าง QR code รับเงินให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิสแกนจ่าย โดยระบบของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จะแสดงยอดเงินส่วนที่ประชาชนจ่ายเอง และส่วนที่รัฐร่วมจ่าย รวมถึงแสดงสิทธิรัฐร่วมจ่ายคงเหลือในวันและเดือนนั้น

ทั้งนี้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายให้เต็มสิทธิที่รัฐร่วมจ่าย 200 บาทในแต่ละวัน สามารถทยอยใช้จ่ายได้ แต่ควรใช้จ่ายให้เต็มสิทธิที่รัฐร่วมจ่าย 1,000 บาท ในแต่ละเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 (4 เดือน) เนื่องจากกรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป

สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ นอกเหนือจากร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปแล้ว ประชาชนยังสามารถใช้สิทธิในโครงการฯ กับผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ตลอดจนผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ รถร่วมบริการที่เข้าร่วมเดินรถกับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารสาธารณะ ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การสแกนจ่ายเงินผ่านโครงการฯ จะต้องมีการซื้อสินค้า/บริการจริงตามมูลค่าที่สแกนจ่าย ไม่อนุญาตให้ร้านค้าทอนเงินสด หรือรับแลกสินค้า/บริการคืนเป็นเงินสด ไม่ว่ากรณีใด เนื่องจากผิดวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ซึ่งจะถูกระงับสิทธิในโครงการฯ และรัฐจะดำเนินการในการเรียกเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายคืนต่อไป จึงขอความร่วมมือให้ร่วมกันใช้จ่ายตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของโครงการฯ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการลดค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจ และฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus