การเมือง

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

“สรศักดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซัดรัฐบาลทุ่มสุดตัวต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” แต่ได้แค่สัญญาว่างเปล่า ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก จี้ทบทวนท่าทีต่อเมียนมาอย่างเร่งด่วน

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

“สรศักดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซัดรัฐบาลทุ่มสุดตัวต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” แต่ได้แค่สัญญาว่างเปล่า ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก จี้ทบทวนท่าทีต่อเมียนมาอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก (70%)

รายละเอียด

“สรศักดิ์” ซัดรัฐบาลต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

“สรศักดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซัดรัฐบาลทุ่มสุดตัวต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” แต่ได้แค่สัญญาว่างเปล่า ทำไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก จี้ทบทวนท่าทีต่อเมียนมาอย่างเร่งด่วน

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์ท่าทีของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในการต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกในฐานะ ‘ผู้นำรัฐบาลพลเรือน’ ของเมียนมา โดยระบุว่านี่เป็นการลงทุนทางการทูตที่มีความเสี่ยงสูง แต่กลับได้ผลลัพธ์เป็นเพียง “สัญญาที่ว่างเปล่า” และทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นายสรศักดิ์ ชี้ถึง 3 ข้อบกพร่องของการกลับมามีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตอย่างมีจังหวะก้าวตามสถานการณ์ (Calibrated Re-engagement) ที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มอดีตนักการทูตอาชีพและฝ่ายความมั่นคงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบอบทหารพม่า โดยมี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นสถาปนิกหลักในการกำกับทิศทาง

ประการแรก นโยบายนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่า กองทัพพม่า (ตัดมาดอว์) คือตัวแทนของชนชาติพม่า (บะหม่า) ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่และเป็นผู้กุมอำนาจปกครองรวมถึงอธิปไตยส่วนกลางมาตั้งแต่อดีต จำเป็นต้องประสานผลประโยชน์กับผู้คุมกลไกอำนาจรัฐส่วนกลางในเนปิดอว์เป็นหลัก แต่ปัญหาบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม

ประการที่สอง รัฐบาลไทยกำลังฟอกตัวเผด็จการ การที่รัฐบาลไทยภายใต้การกำกับทิศทางของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ยอมเปิดประตูรับรอง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในฐานะผู้นำรัฐบาลพลเรือน ถือเป็นต้นทุนมหาศาลที่ไทยต้องแลกมาด้วยจุดยืนร่วมของอาเซียนและระเบียบโลก

หากไทยยอมโอนอ่อนเพื่อเป็นสะพานเชื่อม แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมกลับคืนมา เดิมพันนี้จะกลายเป็นความสูญสิ้นทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่รัฐสภาเมียนมาเคยมีมติปฏิเสธ ฉันทามติ 5 ข้อ (5PC) ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ ยิ่งไปกว่านั้น สมมติฐานที่ว่ากองทัพเมียนมาคือศูนย์กลางอำนาจหนึ่งเดียวกำลังคลอนแคลนลงอย่างหนักจากความเพลี่ยงพล้ำทางการทหารในหลายพื้นที่ การเดิมพันกับเนปิดอว์ฝ่ายเดียวจึงเสี่ยงที่จะทำให้ไทยเสียโอกาสในการสร้างสะพานเชื่อมกับฝ่ายอื่นๆ เช่น รัฐบาลเอกภาพชาติ (NUG) หรือกองกำลังชนกลุ่มน้อย (EAOs) ที่กุมพื้นที่จริง

ประการสุดท้าย สิ่งที่รัฐบาลไทยได้รับกลับมาจากการเจรจามีเพียงกระดาษเปล่า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความล้มเหลวในการจัดการวิกฤตสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย โดยฝั่งเมียนมาได้ลบสาระสำคัญอย่างการเก็บตัวอย่างน้ำร่วมกัน (Joint Sampling) ออกจากร่างข้อตกลง (TOR)

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาความมั่นคงวิกฤต ทั้งศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และการพนันออนไลน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (เช่น เมียวดี หรือชเวก๊กโก) ตลอดจนต้นตอสารพิษจากการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน ต่างตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนจีนและกองกำลังท้องถิ่น เช่น กองกำลังทหารว้าแดง (UWSA) หรือ BGF ซึ่งเนปิดอว์ยอมรับเองว่าอยู่ “นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลกลาง”

การฝากความหวังไว้กับเนปิดอว์เพียงช่องทางเดียวจึงไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ ไทยต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ความสำเร็จในอนาคตมีต้นทุนที่เมียนมาต้องให้คำมั่นและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง มิฉะนั้นไทยจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พรรคประชาชนจี้ให้รัฐบาลทบทวนท่าทีและนโยบายต่างประเทศต่อเมียนมาอย่างเร่งด่วน โดยต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าความร่วมมือใดๆ จะต้องมีเงื่อนไขและมาตรการปฏิบัติที่ตรวจสอบได้จริง มิฉะนั้นการเดิมพันครั้งนี้จะกลายเป็นความสูญสิ้นทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของประเทศไทย

“การดำเนินนโยบายเมียนมาในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นผลจากการวางบทบาททางการทูตเชิงลึกชิ้นแรกๆ ของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยการนำของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผลลัพธ์หลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับความร่วมมือที่เกิดขึ้นจริง ท่าทีของอาเซียน หรือสภาวะแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ตามแนวชายแดน จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า เดิมพันครั้งใหญ่ของประเทศไทยจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กลับคืนมาได้ หรือเป็นเพียงความเสี่ยงที่สูญเปล่าในท้ายที่สุด”

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus