“เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์หวังหุ้นไทยไป 2,000 จุด ชู 3 ยุทธศาสตร์ หนุนเศรษฐกิจไทยโต 3%
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โชว์วิสัยทัศน์ในเวที Thailand Focus 2026 หวังหุ้นไทยแตะ 2,000 จุด ชู 3 ยุทธศาสตร์ ดัน GDP โตเกิน 3%
สรุปสั้น
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โชว์วิสัยทัศน์ในเวที Thailand Focus 2026 หวังหุ้นไทยแตะ 2,000 จุด ชู 3 ยุทธศาสตร์ ดัน GDP โตเกิน 3%
ประเด็นสำคัญ
- “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์หวังหุ้นไทยไป 2,000 จุด ชู 3 ยุทธศาสตร์ หนุนเศรษฐกิจไทยโต 3%
- เบื้องหลัง SpaceX ถ้าไม่ทำกำไร นักลงทุนคาดหวังอะไรกับ IPO ครั้งนี้? | Digital Frontiers EP.67
- ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โชว์วิสัยทัศน์ในเวที Thailand Focus 2026 หวังหุ้นไทยแตะ 2,000 จุด ชู 3 ยุทธศาสตร์ ดัน GDP โตเกิน 3%
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ “เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์หวังหุ้นไทยไป 2,000 จุด ชู 3 ยุทธศาสตร์ หนุนเศรษฐกิจไทยโต 3% (70%)
รายละเอียด
#ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
#THAILAND FOCUS 2026
#ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
“เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์หวังหุ้นไทยไป 2,000 จุด ชู 3 ยุทธศาสตร์ หนุนเศรษฐกิจไทยโต 3%
เบื้องหลัง SpaceX ถ้าไม่ทำกำไร นักลงทุนคาดหวังอะไรกับ IPO ครั้งนี้? | Digital Frontiers EP.67
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โชว์วิสัยทัศน์ในเวที Thailand Focus 2026 หวังหุ้นไทยแตะ 2,000 จุด ชู 3 ยุทธศาสตร์ ดัน GDP โตเกิน 3%
อัสสเดช ชี้ หุ้นไทยยังมีศักยภาพระยะยาว Fund Flow ไหลเข้าฉ่ำ ลุยศึกษาดัชนีใหม่เปิดทางทุนจีนไหลเข้า
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงวิสัยทัศน์กลางเวที THAILAND FOCUS 2026 ภายใต้แนวคิด "Reignite Thailand" เผยแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของโลก หวังปลุกกระแสลงทุนครั้งใหญ่
“แม้จะติดภารกิจในช่วงเช้า แต่ด้วยความสำคัญของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและงาน Thailand Focus จึงตัดสินใจงดมื้อเที่ยงเพื่อวิ่งมาขึ้นเวทีนี้ และหวังว่ามันจะคุ้มค่า หากสิ่งนี้สามารถทำให้ตลาดหุ้นเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งดัชนี SET แตะระดับ 2,000 จุดได้ภายในปีนี้” ดร.เอกนิติ กล่าว
3 เมกะเทรนด์โลก พลิกความท้าทายเป็นโอกาสดึงเม็ดเงิน
ดร.เอกนิติ ระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ด้วย 3 ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิมต้องปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่
เทคโนโลยี AI และดิจิทัล ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีแข่งขันและการดำเนินธุรกิจ
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหล่านี้ ส่งผลกระทบประเด็นต่อประเทศไทย คือ การเปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่มีอยู่เดิม การสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ และทำให้ต้องคิดทบทวนกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจเสียใหม่
ทั้งนี้ จุดเปราะบางของไทยที่เห็นได้ชัดเจนคือ การพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงานโลก จึงกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรงและกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงประชากรในวัยทำงานเริ่มลดลง
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีแต้มต่อในฐานะ "ตัวเชื่อมที่น่าเชื่อถือ" (Trusted Connector) ที่มีความเป็นกลาง มีทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ที่ดี และมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกตลาดหลักทรัพย์และคู่ค้าในเวทีโลก
สะท้อนได้จากตัวเลขที่น่าสนใจในครึ่งแรกของปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ผ่าน BOI ทะยานแตะ 1.47 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 37% จากปีก่อนหน้า
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจริง ภายใต้โครงการได้รับการส่งเสริมของ BOI สูงกว่า 5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเกือบ 30% เมื่อเทียบรายปี
ส่วนการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ ไตรมาส 2 ขยายตัวเกือบ 14% ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราเลขสองหลักต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่โตราว 10% ถือเป็นสถิติการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
กางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หวัง GDP โตกว่า 3%
กระทรวงการคลังได้วางกรอบนโยบายเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับแรงกดดันระยะสั้นไปพร้อม ๆ กับการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว โดยแบ่งโครงสร้างนโยบายเป็นยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ที่เชื่อมโยงกันอ ได้แก่
1. การสร้างเสถียรภาพในปัจจุบัน โดยเน้นช่วยเหลือครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยให้พ้นจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน โดยเปลี่ยนจาก “การอุดหนุนราคาพลังงานแบบเหมาเข่ง” มาเป็น “มาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า”
เช่น โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI มาบรรจุลงในแอปพลิเคชันภาครัฐเพื่อช่วยร้านค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขายและบริหารบัญชีอย่างเป็นระบบ ยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจรากหญ้าในระยะยาว
2. การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยมุ่งลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงพลังงานนำเข้าผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เสนอต่อสภา เงินกู้นี้จะนำมาเร่งรัดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การขนส่งสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียวในท้องถิ่น
นอกเหนือจากนี้ยังเปิดโอกาสให้มีข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และเปิดให้บุคคลที่สามเข้าใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า (Third Party Access) เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานสะอาดของอุตสาหกรรมไฮเทค อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล AI
3. การลงทุนเพื่ออนาคต โดยตั้งเป้าหมายเชิงรุกเพื่อผลักดันอัตราการลงทุนของไทยจากปัจจุบันที่ระดับ 20% ของ GDP ให้ไปถึง 30% ของ GDP ภายใน 4 ปีข้างหน้า เพื่อกระตุ้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้อยู่ในกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลก
รัฐบาลจะทำหน้าที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อดึงดูดการร่วมลงทุนจากภาคเอกชน ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds) และการร่วมทุนภาครัฐ-เอกชน
3 เสาหลักยกระดับ "ตลาดทุนไทย" สู่เสถียรภาพที่ยั่งยืน
ท้ายที่สุด ดร.เอกนิติ ชี้ว่าเศรษฐกิจการลงทุนที่แข็งแกร่งต้องอาศัยตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยได้วางหลักการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ฯ ไว้ 3 ลำดับความสำคัญหลัก ดังนี้
1.ขยายฐานผู้ลงทุนระยะยาว โดยเพิ่งหารือร่วมกับเลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเร่งผลักดันมาตรการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น เช่น เกณฑ์กระตุ้นการลงทุนต่าง ๆ ให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม
2.ดึงดูดธุรกิจยุคใหม่เข้าสู่ตลาดทุน เดินหน้าโครงการ "BOI to IPO" เพื่อเป็นแหล่งทุนสร้างการเติบโตให้กับบริษัทเทคโนโลยี พร้อมทาบทามบริษัทชั้นนำระดับสากลที่ไปพบนอกประเทศให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น
3.หนุนบริษัทจดทะเบียน สนับสนุนโครงการ "Jump+" เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนหันมาลงทุนด้านนวัตกรรมและประสิทธิภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาว
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติอนุมัติร่างกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับบรรษัทภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และกลไกตลาดที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสยิ่งขึ้น เพื่อสร้างรากฐานความไว้วางใจให้กับผู้ลงทุนต่างประเทศ
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney