สังคม

ทบ. โต้ “ทอม แอนดรูว์ส” แนะเสนอข้อมูลเป็นกลาง ย้ำไทยไม่ได้เริ่มสงครามก่อน

กองทัพบก โต้กลับรายงาน “ทอม แอนดรูว์ส” ย้ำไทยไม่ใช่ผู้ริเริ่มความขัดแย้ง แจงผู้ผลัดถิ่น 6.5 แสนคนบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ชาวกัมพูชากลับแหล่งพำนักเดิมไม่ได้มีแค่ 4,690 คน แนะเสนอข้อมูลเป็นกลาง

ทบ. โต้ “ทอม แอนดรูว์ส” แนะเสนอข้อมูลเป็นกลาง ย้ำไทยไม่ได้เริ่มสงครามก่อน
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

กองทัพบก โต้กลับรายงาน “ทอม แอนดรูว์ส” ย้ำไทยไม่ใช่ผู้ริเริ่มความขัดแย้ง แจงผู้ผลัดถิ่น 6.5 แสนคนบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ชาวกัมพูชากลับแหล่งพำนักเดิมไม่ได้มีแค่ 4,690 คน แนะเสนอข้อมูลเป็นกลาง

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ทบ. โต้ “ทอม แอนดรูว์ส” แนะเสนอข้อมูลเป็นกลาง ย้ำไทยไม่ได้เริ่มสงครามก่อน (70%)

รายละเอียด

ทบ. โต้ “ทอม แอนดรูว์ส” แนะเสนอข้อมูลเป็นกลาง ย้ำไทยไม่ได้เริ่มสงครามก่อน

กองทัพบก โต้กลับรายงาน “ทอม แอนดรูว์ส” ย้ำไทยไม่ใช่ผู้ริเริ่มความขัดแย้ง แจงผู้ผลัดถิ่น 6.5 แสนคนบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ชาวกัมพูชากลับแหล่งพำนักเดิมไม่ได้มีแค่ 4,690 คน แนะเสนอข้อมูลเป็นกลาง

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงถึงกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ของนายทอม แอนดรูว์ส (Tom Andrews) ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ภายหลังการเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 20–31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งได้กล่าวพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น

พลตรี วินธัย ย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่สร้างความขัดแย้งในทุกรูปแบบมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้อาวุธและกำลังทหารละเมิดอธิปไตยของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยเป็นวงกว้าง สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามหลักสากล เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดจากสถานการณ์สู้รบบริเวณพื้นที่ชายแดนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ จึงต้องจัดให้มีการอพยพเคลื่อนย้ายที่พำนักไปอยู่ ณ ศูนย์อพยพ หรือแหล่งพักพิงชั่วคราวของประชาชนทั้งสองประเทศ

ผู้ผลัดถิ่น 6.5 แสนคนเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง

ส่วนกรณีประเด็นตัวเลขผู้พลัดถิ่นที่กัมพูชาพยายามให้ข้อมูลบิดเบือนว่ามีมากถึง 650,000 คนนั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในความเป็นจริงจำนวนตัวเลขดังกล่าวนั้น เป็นตัวเลขจำนวนประชาชนกัมพูชาที่มีการย้ายเข้าสู่แหล่งพำนักชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในบริเวณพื้นที่สู้รบ โดยฝ่ายไทยเองก็มีประชาชนที่ต้องย้ายแหล่งพำนักไปอยู่ศูนย์อพยพจำนวนเกือบ 500,000 คนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ปัจจุบันประชาชนเหล่านี้ได้ย้ายกลับคืนสู่แหล่งพำนักปกติเรียบร้อยแล้ว หลังมีการหยุดยิงเมื่อ 27 ธันวาคม 2568

ชาวกัมพูชากลับแหล่งพำนักเดิมไม่ได้มีแค่ 4,690 คน

ในส่วนของประชาชนกัมพูชาที่จะไม่สามารถกลับเข้าแหล่งพำนักเดิมได้ หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วจะมีจำนวนเพียงประมาณ 4,690 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นประชาชนที่ก่อนการสู้รบเคยอาศัยอยู่ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บ้านหนองจาน 500 หลังคาเรือน จำนวน 1,040 คน, พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว 60 หลังคาเรือน จำนวน 150 คน และพื้นที่บ้านคลองแผง 389 ครัวเรือน จำนวน 3,500 คน

ซึ่งส่วนหนึ่งคือประชาชนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาตั้งบ้านเรือนและชุมชนในเขตอธิปไตยของไทยโดยผิดกฎหมายมานานกว่า 40 ปี โดยมีรัฐบาลกัมพูชาเป็นผู้ให้การสนับสนุน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้พยายามใช้กลไก MOU 43 และกฎหมายของฝ่ายปกครองเข้าแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด

ยันแรงงาน 9 แสนคนเดินทางกลับกัมพูชาเอง

สำหรับประเด็นแรงงานชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ จากกรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับจำนวน 900,000 คนนั้น ขอยืนยันว่าแรงงานดังกล่าวได้เดินทางกลับด้วยความสมัครใจ ภายหลังจากการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชาเอง รัฐบาลไทยขอย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานกัมพูชาในไทยมาโดยตลอด

โฆษกกองทัพบกกล่าวย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่กัมพูชาจะต้องยอมรับปัญหาและหันมาดูแลประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง แทนการสื่อสารต่อสังคมโลกในลักษณะที่บิดเบือนเพื่อหวังสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย โดยใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องมือ พร้อมกันนี้ กองทัพบกคาดหวังให้กลไกพิเศษของสหประชาชาติ (UN) นำเสนอข้อมูลที่เป็นกลางและผ่านการตรวจสอบร่วมกันจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน ไม่ใช่นำเสนอข้อมูลที่มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus