สังคม

นักโบราณคดีเฮ ขุดพบ "แนวกำแพงเมืองนครราชสีมา" ฝั่งตะวันออก ในรอบกว่า 20 ปี

"นักโบราณคดี" ขุดพบแนวกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก ในรอบกว่า 20 ปี พร้อมเผยร่องรอยคนอาศัยกว่า 2,500 ปี เตรียมไขปริศนาอายุเมืองด้วยวิทยาศาสตร์

นักโบราณคดีเฮ ขุดพบ "แนวกำแพงเมืองนครราชสีมา" ฝั่งตะวันออก ในรอบกว่า 20 ปี
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

"นักโบราณคดี" ขุดพบแนวกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก ในรอบกว่า 20 ปี พร้อมเผยร่องรอยคนอาศัยกว่า 2,500 ปี เตรียมไขปริศนาอายุเมืองด้วยวิทยาศาสตร์

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

นักโบราณคดีเฮ ขุดพบ "แนวกำแพงเมืองนครราชสีมา" ฝั่งตะวันออก ในรอบกว่า 20 ปี (70%)

รายละเอียด

นักโบราณคดีเฮ ขุดพบ "แนวกำแพงเมืองนครราชสีมา" ฝั่งตะวันออก ในรอบกว่า 20 ปี

"นักโบราณคดี"  ขุดพบแนวกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก ในรอบกว่า 20 ปี พร้อมเผยร่องรอยคนอาศัยกว่า 2,500 ปี เตรียมไขปริศนาอายุเมืองด้วยวิทยาศาสตร์

จากกรณีความคืบหน้า การขุดตรวจทางโบราณคดีบริเวณกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก บริเวณพลล้านต้านปัญจา ริมถนนพลล้าน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการโบราณคดี หลังพบแนวกำแพงเมืองโบราณที่ค้นหาไม่พบในการสำรวจเมื่อปี 2567 นับเป็นการศึกษากำแพงเมืองครั้งสำคัญในรอบกว่า 20 ปี โดยดำเนินการร่วมกันระหว่างสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และเทศบาลนครนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2569 รวมระยะเวลา 20 วัน

ล่าสุด วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ เผยว่า การขุดค้นครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานก่อนที่เทศบาลนครนครราชสีมาจะปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณคูเมืองพลล้านต้านปัญจา ซึ่งตามหลักวิชาการต้องมีการตรวจสอบทางโบราณคดีก่อนดำเนินโครงการทุกครั้ง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเก่านครราชสีมา

ซึ่งจากการขุดค้นสามารถพบแนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก ซึ่งไม่พบในการสำรวจเมื่อปี 2567 ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ หลังจากการศึกษากำแพงเมืองนครราชสีมาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2542 มีการบูรณะกำแพงเมืองบริเวณโคกสารละลายในปี 2543 และขุดศึกษาบริเวณกำแพงด้านตะวันตกเมื่อปี 2549 ก่อนจะเว้นช่วงยาวนานกว่า 20 ปี จึงมีการศึกษากำแพงเมืองอีกครั้งในปีนี้

นอกจากแนวกำแพงเมืองแล้ว นักโบราณคดียังพบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในพื้นที่เมืองเก่า ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยสำริด ต่อเนื่องถึงสมัยเหล็ก และยุคประวัติศาสตร์ โดยพบชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ ภาชนะดินเผา เศษถ่าน เขม่า ขี้เถ้า และเปลือกหอย ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและการบริโภคของผู้คนเมื่อประมาณ 1,500–2,500 ปีก่อน

ทั้งนี้ พื้นที่บางส่วนได้รับผลกระทบจากการถมขยะและการใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีต ทำให้ชั้นดินทางโบราณคดีบางส่วนถูกทำลาย แต่การค้นพบแนวกำแพงเมืองยังถือเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์นครราชสีมา โดยหลังจากนี้จะนำตัวอย่างอินทรียวัตถุใต้ฐานอิฐ รวมถึงอิฐที่พบร่องรอยแกลบข้าว ไปตรวจวิเคราะห์อายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุช่วงเวลาการก่อสร้างกำแพงเมือง ประตูเมือง และป้อมปราการให้ชัดเจนเป็นครั้งแรก

นายวรรณพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้การขุดค้นเหลือระยะเวลาดำเนินงานอีกประมาณ 7 วัน โดยมีการเปิดหลุมขุดขนาด 2.5 x 11.5 เมตร และขยายพื้นที่เพิ่มเติมเป็น 7 x 21 เมตร ทำให้เห็นแนวกำแพงเมืองทอดตัวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ ซึ่งเป็นลักษณะที่สอดคล้องกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และจะนำไปเปรียบเทียบกับเมืองโบราณร่วมสมัยแห่งอื่นของประเทศไทยต่อไป

สำหรับข้อมูลการศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมา ระบุว่า กำแพงเมืองนครราชสีมาถูกก่อสร้างด้วยอิฐขนาดประมาณ 30 x 15 x 7 เซนติเมตร และ 25 x 13 x 5 เซนติเมตร ใช้ดินเป็นวัสดุประสาน วางฐานรากด้วยการอัดดินแน่นก่อนก่อกำแพง มีความหนาประมาณ 2.6 เมตร สูงราว 4 เมตร ล้อมรอบเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวรวมประมาณ 5.2 กิโลเมตร มีคูเมืองล้อมรอบและป้อมปราการรวม 15 ป้อม พร้อมประตูเมืองสำคัญทั้ง 4 ทิศ ซึ่งนับเป็นระบบป้องกันเมืองที่มีความแข็งแกร่งและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครราชสีมาจนถึงปัจจุบัน

การค้นหาประวัติศาสตร์เมืองนครราชสีมา ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (ศ.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายแพทย์วรรณณัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา พร้อมกันไปเยี่ยมชมหลุมขุดค้นทางโบราณคดี โนนพลล้าน เพื่อติดตามความก้าวหน้าการศึกษาหลักฐานสำคัญของเมืองโบราณ

รวมทั้งรับฟังการบรรยายสรุปจาก นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ และคณะนักโบราณคดีของความก้าวหน้าการขุดค้น ผลการศึกษาที่ค้นพบ และความสำคัญของแนวกำแพงเมืองนครราชสีมาที่เริ่มปรากฏชัดขึ้น พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการอนุรักษ์และต่อยอดการพัฒนาพื้นที่ เพื่อผลักดันให้แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ก้าวสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดนครราชสีมา

สำหรับการปฏิบัติงานของคณะนักโบราณคดี ยังคงเดินหน้าขุดค้นพื้นที่ โนนพลล้านอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการขุดตรวจบริเวณด้านตะวันตกของหลุมในระดับชั้นดินสมมติที่ 10 ที่ระดับความลึก 300–320 เซนติเมตร เพื่อศึกษาลำดับชั้นดินให้สิ้นสุดชั้นวัฒนธรรม ก่อนเตรียมย้ายการขุดตรวจไปยังพื้นที่ด้านตะวันออก เพื่อค้นหาความต่อเนื่องของหลักฐานทางโบราณคดี

นอกจากนี้ ยังได้ขยายพื้นที่ขุดตรวจไปทางทิศเหนือ โดยใช้รถแบคโฮเปิดหน้าดินในพื้นที่ขนาดประมาณ 7-10 เมตร และขยายพื้นที่รวมความกว้างประมาณ 15 เมตร ตั้งแต่ระดับความลึก 0–80 เซนติเมตร จากการดำเนินงานพบร่องรอยสิ่งปลูกสร้าง ขยะในยุคปัจจุบัน เสาคอนกรีตที่ปักทับแนวกำแพงเมือง และหลุมขยะขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้เคยผ่านการใช้ประโยชน์และการก่อสร้างในหลายยุคสมัย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตา คือการเปิดหน้าดินครั้งนี้ทำให้พบ แนวกำแพงเมืองนครราชสีมา ต่อเนื่องไปทางทิศเหนือเพิ่มเติม แม้ว่าบางช่วงจะได้รับความเสียหายจากฐานรากและตอม่อหินปูนของอาคารที่ก่อสร้างในอดีต ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ช่วยต่อเติมภาพประวัติศาสตร์ของเมืองนครราชสีมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus