สังคม

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่เข้าชมการแข่งขัน NBA Finals ระหว่างดำรงตำแหน่ง แต่ถูกแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากส่งเสียงโห่ในสนามเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่เข้าชมการแข่งขัน NBA Finals ระหว่างดำรงตำแหน่ง แต่ถูกแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากส่งเสียงโห่ในสนามเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน (70%)

รายละเอียด

ทรัมป์ถูกโห่สนั่นกลางศึก NBA รอบชิงชนะเลิศ ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นผู้นำสหรัฐฯ คนแรกที่เข้าชมการแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างดำรงตำแหน่ง แต่กลับถูกแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากส่งเสียงโห่ใส่ในสนามเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ขณะเดียวกันมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดส่งผลให้การเดินทางและการเข้าชมเกมของแฟนกีฬาในนิวยอร์กได้รับผลกระทบอย่างมาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผชิญเสียงโห่จากแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากภายในสนามเมดิสัน สแควร์ การ์เดน ในนครนิวยอร์ก เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย. ระหว่างเข้าชมการแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลบิศ เกมที่ 3 ระหว่างทีมนิวยอร์ก นิกส์ และซานอันโตนิโอ สเปอร์ส โดยถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ เข้าชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของลีกบาสเกตบอลเอ็นบีเอ

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพิธีบรรเลงเพลงชาติสหรัฐฯ เมื่อภาพของทรัมป์ปรากฏบนจอยักษ์ภายในสนาม ท่ามกลางเสียงเชียร์ "ยูเอสเอ" ที่ดังก่อนหน้านั้น แต่ไม่นานเสียงเชียร์กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงโห่จากแฟนกีฬาจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนยังส่งเสียงสนับสนุนผู้นำสหรัฐฯ ด้วย

ทรัมป์เข้าชมเกมในห้องรับรองพิเศษของเจมส์ โดแลน เจ้าของทีมนิวยอร์ก นิกส์ พร้อมด้วยคณะบุคคลใกล้ชิด สมาชิกคณะรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายราย โดยระหว่างการแข่งขันยังได้พูดคุยกับอดัม ซิลเวอร์ กรรมาธิการ NBA และนักการเมืองพรรครีพับลิกันหลายคน

การเดินทางของทรัมป์ส่งผลให้ทางการนิวยอร์กและหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ  รวมถึงสำนักงานตำรวจนิวยอร์ก ต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดรอบสนามแมดิสัน สแควร์ การ์เดน มีการตั้งรั้วเหล็กสีดำเป็นแนวป้องกันยาวปิดกั้นพื้นที่ ส่งผลให้ผู้โดยสารรถไฟใต้ดิน นักท่องเที่ยว และแฟนบาสเกตบอลต้องเผชิญกับความสับสน เนื่องจากต้องผ่านจุดตรวจค้นที่เข้มงวดคล้ายกับที่สนามบิน และต้องต่อคิวยาวนานกว่า 4 ชั่วโมงก่อนเกมจะเริ่ม

นอกจากนี้ กิจกรรมชมการแข่งขันร่วมกัน หรือ Watch Party ที่ปกติจัดขึ้นบริเวณด้านนอกสนามในช่วงเพลย์ออฟยังถูกยกเลิก โดยต้องย้ายกลุ่มแฟนบอลไปรวมตัวกันที่สวนสาธารณะไบรอันต์ พาร์ก ที่อยู่ห่างออกไปแทน ทำให้แฟนกีฬาหลายคนแสดงความไม่พอใจ โดยบางรายระบุว่าการมาเยือนของทรัมป์ทำให้บรรยากาศการแข่งขันซึ่งรอคอยมานานถูกบดบังด้วยประเด็นทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม แฟนบางส่วนมองว่าทรัมป์มีสิทธิ์เข้าร่วมชมการแข่งขันในฐานะแฟนของทีมนิกส์เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ และไม่ต้องการให้การเมืองเข้ามากระทบกับบรรยากาศของเกมสำคัญครั้งนี้

การแข่งขัน NBA รอบชิงชนะเลิศที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เนื่องจากเป็นเกมเหย้ารอบชิงชนะเลิศนัดแรกของนิวยอร์ก นิกส์ ในรอบ 27 ปี ประกอบกับสถานการณ์ที่นิกส์นำอยู่ 2-0 เกม ทำให้ราคาตั๋วเข้าชมพุ่งสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 180,000 บาทสำหรับที่นั่งราคาต่ำสุด ขณะที่ที่นั่งระดับพรีเมียมมีราคาสูงถึงหลายหมื่นดอลลาร์

ภายในสนามยังมีบุคคลมีชื่อเสียงเข้าร่วมชมการแข่งขันจำนวนมาก เช่น ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง สไปก์ ลี อดีตนักเบสบอลระดับตำนาน เดเร็ก จีเตอร์ และอดีตควอเตอร์แบ็กชื่อดังของนิวยอร์ก ไจแอนต์ส อีไล แมนนิง ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ได้รับการจับตามองทั้งในแง่กีฬาและการเมืองไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ ทรัมป์ซึ่งเป็นชาวเขตควีนส์ ซึ่งเป็นหนึ่งเขตสำคัญของนิวยอร์กโดยกำเนิด มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างตึงเครียดกับฐานเสียงในนครนิวยอร์กซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นิยมพรรคเดโมแครต อีกทั้งในอดีต ทรัมป์ยังเคยวิพากษ์วิจารณ์ลีก NBA อย่างรุนแรงว่าเป็น "องค์กรทางการเมือง" จากกรณีที่นักกีฬาจำนวนมากออกมาประท้วงเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติในขบวนการ Black Lives Matter เมื่อปี 2020 ด้านสัญญาระหว่างประเทศและการรักษาความปลอดภัยของทรัมป์ถูกจับตามองอย่างหนัก หลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารและภัยคุกคามอาวุธต่อตัวเขาถึง 3 ครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้งานกีฬาระดับชาติที่เขาเข้าร่วมต้องตกอยู่ในสภาวะล็อกดาวน์พื้นที่เช่นนี้ทุกครั้ง.

ที่มา Associated Press / Reuters

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus