สังคม

MOU 44, UNCLOS 1982 กับความมั่นคงทางพลังงาน

เปิดฉากทัศน์ความมั่นคงทางพลังงานของไทย เมื่อการยกเลิก MOU 44 อาจนำไปสู่ UNCLOS 1982 ที่สุดท้ายอาจไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์เลย

MOU 44, UNCLOS 1982 กับความมั่นคงทางพลังงาน
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

เปิดฉากทัศน์ความมั่นคงทางพลังงานของไทย เมื่อการยกเลิก MOU 44 อาจนำไปสู่ UNCLOS 1982 ที่สุดท้ายอาจไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์เลย

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

MOU 44, UNCLOS 1982 กับความมั่นคงทางพลังงาน (70%)

รายละเอียด

MOU 44, UNCLOS 1982 กับความมั่นคงทางพลังงาน

เปิดฉากทัศน์ความมั่นคงทางพลังงานของไทย เมื่อการยกเลิก MOU 44 อาจนำไปสู่ UNCLOS 1982 ที่สุดท้ายอาจไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์เลย

ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อคณะรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชาว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทับซ้อนกันฉบับปี 2001 (พ.ศ. 2544) หรือ MOU 44  กระทรวงการต่างประเทศในฐานะผู้ปฏิบัติก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุเอาไว้ในวรรคท้ายของมาตรา 56 อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties 1969 - VCLT) ซึ่งแม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นภาคีแต่ก็ถือว่าเรื่องนี้เป็นจารีตประเพณีที่ต้องแจ้งให้คู่ภาคีทราบภายใน 12 เดือน

เหตุการณ์หลังจากนี้เป็นต้นไป คือเรื่องต้องคาดเดาเอาเองทั้งสิ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะตอบสนองแบบใดและสถานการณ์จะพัฒนาไปแบบไหน ผลดีที่จะได้หรือผลร้ายที่เกิดก็จะขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไทยตั้งเป้าหมายไว้สูงแค่ไหน พร้อมที่จะประนีประนอมและรับผลของมันแค่ไหนด้วย ซึ่งพอจะประมวลเป็นฉากทัศน์ต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

ฉากทัศน์ที่ 1 เป็นฉากทัศน์ที่ฝ่ายไทยประสงค์จะให้เกิดมากที่สุดคือ กัมพูชาเห็นด้วยกับข้อเสนอของไทย และยอมรับว่ากำหนดไหล่ทวีปของตนไม่ต้องด้วยกฎหมายระหว่างประเทศเท่าใดนัก กว้างเกินไป จึงยอมลดพื้นที่อ้างสิทธิลงทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนอยู่ที่ประมาณ 5,000-7,000 ตารางกิโลเมตรซึ่งจะต้องพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกันและแบ่งปันผลประโยชน์และค่าใช้จ่ายตามที่จะตกลงกัน

แต่จะบรรลุวัตถุประสงค์โดยที่ทั้งสองฝ่ายพอใจน่าจะต้องใช้เวลาไม่น้อย ถ้าหากเอาประสบการณ์จาก กรณีของไทยและมาเลเซีย เป็นเกณฑ์นับจากวันที่เริ่มเจรจาฉันท์มิตรเรื่องเขตทางทะเลกันในปี 1972 จนกระทั่งบรรลุข้อตกลงจัดทำระบอบพัฒนาร่วมนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ได้เป็นครั้งแรกในปี 2005 รวมเวลาทั้งสิ้น 33 ปี

ฉากทัศน์ที่ 2 กัมพูชาไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก MOU 44 กลายเป็นข้อพิพาทใหม่  แต่ก็พร้อมที่จะเจรจาแบบทวิภาคีต่อไปเพื่อจัดทำข้อตกลงใหม่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า ทั้งคู่อาจจะใช้ประเด็นนี้เป็นอำนาจต่อรองเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เช่น กัมพูชาอาจจะยืนยันความประสงค์เดิมที่ว่าจะเจรจาเฉพาะเรื่องการร่วมพัฒนาและแบ่งปันผลประโยชน์เท่านั้นโดยให้พักเรื่องการแบ่งเขตทางทะเลเอาไว้ก่อนจนกว่าจะใช้ก๊าซในพื้นที่ร่วมพัฒนาหมดหรืออาจจะภายในระยะเวลากำหนด เช่น 50 ปีเหมือนกรณีไทย-มาเลเซีย ฝ่ายไทยก็จะยืนยันเป้าประสงค์เดิมให้ลดขนาดพื้นที่ทับซ้อนเพื่อให้พ้นปัญหาเรื่องเกาะกูดไม่เช่นนั้นก็จะยืนกรานว่าจะยกเลิกสัญญาอย่างแน่นอน

ความจริงแล้วนี่คือสถานการณ์ระหว่างปี 1970 – 2001 ที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันจุดยืนของตนเองอย่างแข็งกร้าวไม่ลดราวาศอกกันเลย ฉากทัศน์นี้จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าหมุนเวลากลับไปกว่าครึ่งศตวรรษเพื่อเริ่มต้นกันใหม่ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่แบบนี้ก็เห็นทีว่าอีกหลายชั่วอายุคนกว่าที่จะมีโอกาสนำก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ถึงเวลานั้นต้นทุนในการผลิตอาจจะสูงเกินกว่ามนุษยชาติจะรับไหวก็ได้

ฉากทัศน์ที่ 3 กัมพูชาไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกและไม่ประสงค์ที่จะเจรจากับไทยแบบทวิภาคีอีกต่อไป แต่ก็ยินดีที่แก้ไขข้อพิพาทตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea) หรือ UNCLOS 1982  ตามความประสงค์ของฝ่ายไทย ซึ่งก็จะทำให้เกิดฉากทัศน์ย่อย ๆได้อีกหลายแบบ คือ

ฉากทัศน์ที่ 3.1 กัมพูชาจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการบอกเลิกเพิกถอน MOU 44 แต่ก็ยังจะไม่ใช้กลไกอย่างใดอย่างหนึ่งในทันที แต่จะพยายามสร้างภาพและ เรื่องเล่า (narrative) เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือฝ่ายตนและด้อยค่าฝ่ายตรงข้ามก่อน เพราะตระหนักในข้อเท็จจริงว่า ฝ่ายไทยตั้งข้อสงวนไม่รับขอบเขตอำนาจศาลกฎหมายทะเลและศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเอาไว้ด้วยกลัวว่าประวัติศาสตร์ปราสาทพระวิหารจะกลับมาซ้ำรอย สถานการณ์แบบนี้จะสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศได้มากทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกได้ว่าไม่อาจจะประนีประนอมกันได้จนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นมา

ฉากทัศน์ที่ 3.2 เวลานี้ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นภาคี และให้สัตยาบัน UNCLOS ไปแล้วทั้งคู่ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจจะเป็นฝ่ายขอเริ่มกระบวนการตามกลไกระงับข้อพิพาทตามความในภาค 15 ซึ่งมีกลไกประเภทหนึ่งให้เลือกคือ การประนอม (conciliation)  โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถเริ่มกระบวนการได้โดยการทำเป็นหนังสือแจ้งให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งถึงข้อพิพาท รัฐภาคีมีสิทธิที่จะเสนอชื่อผู้ประนอม (conciliator) ตั้งเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการ

ซึ่งคณะกรรมาธิการจะกำหนดวิธีพิจารณาคดีด้วยตนเองโดยเชิญคู่กรณีให้ความเห็นโดยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร การจัดทำคำวินิจฉัยจะกระทำโดยเสียงข้างมาก ทำเป็นรายงานเสนอแนะซึ่งไม่มีผลผูกพัน คู่กรณีจะเลือกปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายเห็นประโยชน์และพอใจก็อาจจะปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับคำแนะนำเรื่องก็จบลงได้ หาไม่แล้วเรื่องก็จะคาราคาซังอยู่ต่อไป

ฉากทัศน์ที่ 3.3 ในกรณีที่ไม่อาจจะประนอมฉันท์มิตรได้ UNCLOS ก็มี การประนอมภาคบังคับ (compulsory conciliation) ซึ่งแม้ว่าคู่กรณีจะไม่ตอบรับหนังสือแจ้งการประนอมหรือไม่ยอมรับกระบวนการก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประนอมแต่อย่างใด แต่การประนอมภาคบังคับก็บังคับให้กระบวนการเดินต่อไปได้แต่บังคับการปฏิบัติไม่ได้

ในกรณีที่ต้องการชี้ขาดที่มีผลผูกพันตามกฎหมายภาค 15 ของ UNCLOS มีกลไกให้เลือกใช้บริการได้ดังต่อไปนี้

(1) ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (International Tribunal for the Law of the Sea – ITLOS) ตามความในภาคผนวก 6

(2) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ)

(3) ศาลอนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นตามความในภาคผนวก 7

(4) ศาลอนุญาโตตุลาการที่ตั้งขึ้นตามความในภาคผนวก 8

อย่างไรก็ตามมีข้อถกเถียงทางกฎหมายมากมายเกี่ยวกับการเลือกใช้กลไกเหล่านี้ เป็นต้นว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินกระบวนการในกลไกเหล่านี้โดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นชอบไม่ได้เพราะได้มีการตั้งข้อสงวนตามมาตรา 298 เอาไว้เฉพาะเรื่องข้อพิพาทเรื่องเขตแดนและกิจกรรมทางทหาร

แต่ถ้าเป็นการใช้อนุญาโตตุลาการตามภาคผนวกที่ 7 ของ UNCLOS ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ ในข้อ 9 ของภาคผนวก 7 นี้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “การไม่ปรากฏตัวหรือไม่ต่อสู้คดีก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนพิจารณา” ขอเพียงศาลมั่นใจว่าตนเองมีขอบเขตอำนาจเหนือข้อพิพาทนั้นและข้อเรียกร้องนั้นมีมูลความจริงและมีพื้นฐานทางกฎหมาย การตัดสินของอนุญาโตตุลาการถือว่าเป็นที่สิ้นสุดมีผลผูกพันทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตามภายใต้ฉากทัศน์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบและกลไกของ UNCLOS นั้นก็ไม่มีความแน่นอนเท่าใดนัก ทั้งในแง่ของเวลาในการดำเนินการและผลในทางปฏิบัติ หากพิจารณาจากประสบการณ์ของจีน-ฟิลิปปินส์นั้นอนุญาโตตุลาการใช้เวลาในการดำเนินกระบวนการตั้งแต่เริ่มเรื่องจนมีคำตัดสินทั้งสิ้น 3 ปี ส่วนติมอร์เลสเตและออสเตรเลียใช้การประนอมภาคบังคับตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนได้ข้อตกลงใหม่ทั้งสิ้น 2 ปี

ข้อควรคำนึงสำหรับการใช้กลไกของ UNCLOS ประการแรกคือ กระบวนการของ UNCLOS อาจจะจบลงได้ภายใน 2-3 ปี แต่จากประสบการณ์ของกรณีฟิลิปปินส์และจีนนั้นคำวินิจฉัยเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทยุติลงได้จริง ๆ เพราะ แม้ว่ามันจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ก็ไม่มีสภาพบังคับให้คู่กรณีต้องปฏิบัติตามได้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจผลของการวินิจฉัยหรือคำตัดสิน ก็ประกาศไม่ยอมรับหรือเพิกเฉยเสีย กลไกระหว่างประเทศก็ไม่สามารถบังคับได้ ข้อพิพาทและความขัดแย้งระหว่างประเทศก็จะคงอยู่ต่อไป

แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายพร้อมใจจะประนีประนอม เช่นกรณีของ ติมอร์และออสเตรเลีย นั้นทั้งสองฝ่ายยอมรับคำแนะนำของอนุญาโตตุลาการ ก็สามารถยุติข้อพิพาทเรื่องเขตแดนได้จริง และสามารถเดินหน้าแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมได้จริง แม้จะปรากฏว่าอาจจะมีความล่าช้าอยู่บ้าง

ประการที่สอง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันได้สร้างแรงกดดันทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยค่อนข้างมาก ประกอบกับก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งต่างๆ ในอ่าวไทยทั้งในไหล่ทวีปของไทยเอง และจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย อีกทั้ง ส่วนที่นำเข้ามาจากอ่าวเมาะตะมะของพม่า ก็มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้ไทยจะต้องแสวงหาแหล่งพลังงานจากที่อื่นที่มีเสถียรภาพมากกว่าให้ได้ ถ้าหากสามารถบรรลุข้อตกลงกับกัมพูชาได้ในเร็ววัน ไม่ว่าจะใช้แนวทางใด ก็จะเป็นผลดีต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานมากเท่านั้น

เวลาที่ทอดเนิ่นนานออกไป หมายถึงว่า โครงสร้างพื้นฐานของการขุดเจาะที่มีอยู่ในอ่าวไทยปัจจุบัน ก็จะเริ่มเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา หากจะต้องเริ่มดำเนินการกันใหม่ ก็จะต้องใช้เงินลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น และโอกาสที่จะได้ทรัพยากรใต้ทะเลขึ้นมาใช้ก็จะยิ่งช้าออกไป และมีราคาแพงขึ้น ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจก็จะมากขึ้นตามไปไปด้วย

บทสรุปเรื่องนี้จะออกไปทางใด ขึ้นอยู่กับคู่กรณีว่าจะยอมประนีประนอมกันเพียงใด เข้าใจลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันมากน้อยแค่ไหนเพียงใดด้วย ถ้าหากแต่ละฝ่ายคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตัวฝ่ายเดียว และมุ่งหวังชัยชนะคะคานกัน ไม่ยอมเสียอะไรแม้แต่น้อยเลย สุดท้ายอาจจะลงเอยด้วยเรื่องเศร้าที่ว่าจะไม่มีใครได้อะไรจากข้อพิพาทนี้เลย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus