สังคม

สัญชาตญาณเสือโคร่ง “นักล่าลายพาดกลอน” ผู้รักสันโดษ ทำไมถึงทำร้ายมนุษย์ หลังเหตุสะเทือนใจห้วยขาแข้ง

เสือโคร่งล่าเหยื่ออย่างไร? รู้นิสัย และสัญชาตญาณของเสือโคร่ง ราชาแห่งพงไพร ทำไมบางครั้งถึงทำร้ายมนุษย์ จากกรณีข่าวทำร้ายเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง

สัญชาตญาณเสือโคร่ง “นักล่าลายพาดกลอน” ผู้รักสันโดษ ทำไมถึงทำร้ายมนุษย์ หลังเหตุสะเทือนใจห้วยขาแข้ง
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

เสือโคร่งล่าเหยื่ออย่างไร? รู้นิสัย และสัญชาตญาณของเสือโคร่ง ราชาแห่งพงไพร ทำไมบางครั้งถึงทำร้ายมนุษย์ จากกรณีข่าวทำร้ายเจ้าหน้าที่ห้วยขาแข้ง

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

สัญชาตญาณเสือโคร่ง “นักล่าลายพาดกลอน” ผู้รักสันโดษ ทำไมถึงทำร้ายมนุษย์ หลังเหตุสะเทือนใจห้วยขาแข้ง (70%)

รายละเอียด

สัญชาตญาณเสือโคร่ง “นักล่าลายพาดกลอน” ผู้รักสันโดษ ทำไมถึงทำร้ายมนุษย์ หลังเหตุสะเทือนใจห้วยขาแข้ง

เมื่อผืนป่าห้วยขาแข้งต้องหลั่งน้ำตาให้กับความสูญเสียครั้งใหญ่ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ข่าวสลดได้สั่นสะเทือนวงการผู้พิทักษ์ป่า เมื่อ "นายศักรินทร์ วิชาจารย์" เจ้าหน้าที่ผู้เสียสละและอุทิศตนเพื่อปกป้องความอุดมสมบูรณ์ของพงไพร ต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหัน ร่างของเขาถูกพบ ณ บริเวณลำห้วยทับเสลา พร้อมกับร่องรอยการถูกลากจูงของ "เสือโคร่ง" เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง พร้อมกับคำถามที่ว่าเหตุใดราชาแห่งพงไพรที่มักเร้นกายในเงามืด จึงได้ตวัดคมเขี้ยวเข้าหามนุษย์

นิสัยที่แท้จริงของ "เสือโคร่ง" นักล่าผู้รักสันโดษ

หากแอฟริกามีสิงโตเป็นเจ้าป่าแห่งทุ่งหญ้าซาวันนา ในซีกโลกตะวันออก "เสือโคร่ง" ก็คือราชาแห่งพงไพรอย่างแท้จริง โดยธรรมชาติแล้ว พวกมันมักหลบซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำ โพรงไม้ หรือบริเวณที่มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น และใช้ชีวิตเป็นปัจเจก แตกต่างจากสิงโตที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ จะมีข้อยกเว้นก็เพียงแม่เสือที่ต้องดูแลลูกอ่อน หรือในบางครั้งอาจพบพฤติกรรมการเข้าสังคมเพื่อแบ่งปันเหยื่อกันบ้าง

พวกมันมีอาณาเขตหากินที่กว้างขวางมาก จากข้อมูลของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ระบุว่า เสือโคร่งตัวผู้ 1 ตัว มีอาณาเขตครอบครองพื้นที่กว้างถึง 267-300 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่ตัวเมียจะใช้พื้นที่ราว 60-70 ตารางกิโลเมตรในพื้นที่ที่มีเหยื่ออุดมสมบูรณ์

หน้าที่สำคัญของเสือโคร่งในระบบนิเวศคือการอยู่บนสุดของสายใยอาหาร คอยเป็นผู้ควบคุมประชากรสัตว์กินพืชไม่ให้มีมากเกินไป การมีอยู่ของเสือโคร่งจึงเป็น "ดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์" ของผืนป่าได้อย่างชัดเจน เพราะป่าที่จะมีผู้ล่าอย่าง เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ และหมาใน อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนได้ ป่านั้นจะต้องมีสัตว์ที่เป็นเหยื่อหลากหลายชนิดและมีจำนวนมหาศาล

เสือโคร่งล่าเหยื่ออย่างไร

เสือโคร่งเป็นนักล่าฉายเดี่ยวที่มักจะออกล่าเหยื่อในเวลากลางคืน โดยอาศัยสายตาที่มองเห็นได้ดีเยี่ยมในที่มืด และเน้นการฟังเสียง มากกว่าการดมกลิ่น วิธีการล่าของมันคือการพรางตัวตามต้นไม้ใบหญ้าให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม แล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้เหยื่อจากด้านหลังหรือด้านข้างให้เงียบที่สุด เมื่อได้ระยะที่พอเหมาะ มันจะกระโจนเข้าใส่และกัดที่บริเวณคอของเหยื่อซึ่งเป็นจุดตาย

เมื่อล่าสำเร็จ เสือโคร่ง 1 ตัวสามารถกินเนื้อได้มากถึง 40 กิโลกรัมต่อครั้ง และเมื่อกินอิ่มแล้ว มันมักจะหาใบไม้หรือกิ่งไม้มาคลุมอำพรางซากที่เหลือไว้ เพื่อกลับมากินต่อในอีก 2-3 วันให้หลัง หากคำนวณตามความต้องการของร่างกาย เสือโคร่งจำเป็นต้องกินเก้งถึง 3 ตัวต่อสัปดาห์ หรือหากล่ากวางได้ 1 ตัว ก็อาจจะอยู่ได้ยาวตลอดทั้งสัปดาห์ ดังนั้นร่องรอยการลากเหยื่อไปอำพรางที่พบในจุดเกิดเหตุ จึงเป็นพฤติกรรมการหากินตามปกติของเสือโคร่งนั่นเอง

นิสัยจริงต่างจากที่หลายคนคิด ทำไมเสือถึงไม่ได้จ้องทำร้ายมนุษย์

หลายคนมักมีภาพจำจากนิทานหรือภาพยนตร์ว่า เสือโคร่งคือสัตว์ดุร้ายที่กระหายเลือดและจ้องจะล่ามนุษย์เป็นอาหาร แต่ในความเป็นจริง นิสัยของเสือโคร่งนั้นต่างจากที่หลายคนคิด พวกมันไม่ได้ดุร้ายแบบไร้เหตุผล และไม่ได้มีสัญชาตญาณในการพุ่งเป้าโจมตีมนุษย์เลยแม้แต่น้อย

สาเหตุที่เสือโคร่งมักจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมนุษย์ เป็นเพราะ "มนุษย์ไม่ใช่เหยื่อตามธรรมชาติ" อาหารหลักของพวกมันคือสัตว์กีบเท้า เช่น กวาง เก้ง หรือหมูป่า แต่อย่างไรก็ตามรูปร่างของมนุษย์ที่เดินตัวตรงสองขา ยังเป็นสรีระที่ผิดแปลกไปจากเหยื่อทั่วไปในป่า อาจทำให้เสือโคร่งมองมนุษย์ว่าเป็น "สิ่งแปลกปลอม" หรือ "ภัยคุกคาม" มากกว่าจะเป็นอาหาร

ด้วยสัญชาตญาณของนักล่าที่ต้องระมัดระวังตัวขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ เพราะหากเสือบาดเจ็บจนล่าสัตว์ไม่ได้ นั่นหมายถึงความตาย แต่ส่วนใหญ่แล้วเมื่อเสือโคร่งได้กลิ่นหรือได้ยินเสียงมนุษย์ พวกมันส่วนใหญ่จะเลือกที่จะเป็นฝ่ายเดินหนี และเร้นกายเข้าป่าลึกอย่างเงียบๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีเสืออยู่ใกล้ๆ เสียมากกว่า

ถ้าไม่กินคน แล้วทำไมเสือโคร่งจึงทำร้ายมนุษย์

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าสัญชาตญาณหลักของสัตว์ป่าคือ "การเอาชีวิตรอด" การที่เสือโคร่งจะหันมาทำร้ายมนุษย์มักเกิดจากปัจจัยเฉพาะเจาะจง เช่น ผืนป่าเกิดภาวะอาหารขาดแคลนอย่างหนัก ทำให้เสือโคร่งต้องดิ้นรนล่าสัตว์อื่นที่ปกติไม่กินเพื่อประทังชีวิต หรือในกรณีที่เสือแก่และบาดเจ็บจนไม่สามารถวิ่งไล่ล่ากวางหรือเก้งที่ปราดเปรียวได้ทัน

รวมไปถึงกรณี การเผชิญหน้าอย่างกะทันหัน หากมีมนุษย์ล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตหรือเข้าใกล้เสือในระยะประชิดโดยไม่ทันระวังตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นแม่เสือที่มีลูกอ่อน สัญชาตญาณการระวังภัยและการป้องกันตัวขั้นสูงสุดจะทำงานทันที ทำให้เสือโคร่งเลือกที่จะพุ่งเข้าจู่โจมเพื่อขจัดภัยคุกคามตรงหน้า

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ห้วยขาแข้งจึงเป็นอุบัติเหตุที่น่าสลดใจ ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละที่เข้าไปปฏิบัติงาน กับสัญชาตญาณการระวังภัยและการเอาชีวิตรอดของสัตว์ป่าที่ดำเนินไปตามวิถีธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูล : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus