สังคม

รู้จัก "หนี-ซ่อน-สู้" ยุทธวิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุกราดยิง หลักสากลที่ทุกคนควรรู้

จำให้แม่น! หลัก "หนี-ซ่อน-สู้" วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิงหรือผู้ก่อเหตุใช้อาวุธ พร้อมแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ ตามหลักสากลที่ทุกคนควรรู้

รู้จัก "หนี-ซ่อน-สู้" ยุทธวิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุกราดยิง หลักสากลที่ทุกคนควรรู้
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

จำให้แม่น! หลัก "หนี-ซ่อน-สู้" วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิงหรือผู้ก่อเหตุใช้อาวุธ พร้อมแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ ตามหลักสากลที่ทุกคนควรรู้

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

รู้จัก "หนี-ซ่อน-สู้" ยุทธวิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุกราดยิง หลักสากลที่ทุกคนควรรู้ (70%)

รายละเอียด

รู้จัก "หนี-ซ่อน-สู้" ยุทธวิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุกราดยิง หลักสากลที่ทุกคนควรรู้

กรณี เหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก ชวนรู้จักยุทธวิธีหลัก " หนี-ซ่อน-สู้ " (Run-Hide-Fight) มาใช้เป็นแนวทางในการรับมือผู้ก่อเหตุใช้อาวุธบุกกราดยิง ทั้งในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และสถานที่สาธารณะ

หลักการ " หนี-ซ่อน-สู้ " ยังถูกบรรจุไว้ในแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินของหลายสถานศึกษาในประเทศไทย เพื่อใช้ในการฝึกซ้อม และเตรียมความพร้อมรับมือเหตุไม่คาดฝัน อีกทั้งยังเป็นหลักสากลที่ประเทศต่างๆ ใช้ฝึกซ้อมเพื่อรับมือกับเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

เมื่อเกิดเหตุร้ายฉุกเฉิน สิ่งสำคัญ คือ "สติ"

แม้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะต้องเผชิญเหตุกราดยิง แต่การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นหากเกิดเหตุจริง แนะนำให้ฝึกสังเกตสิ่งต่อไปนี้ทุกครั้งเมื่อเข้าไปในอาคารหรือสถานที่สาธารณะ

มองหาทางออกอย่างน้อย 2 ทาง และจดจำตำแหน่งไว้เสมอ สังเกตว่ามีห้องหรือพื้นที่ใดที่สามารถใช้หลบภัยได้ ทำความเข้าใจแผนอพยพหรือแผนฉุกเฉินของสถานที่นั้น หากมีการประกาศหรือซ้อมแผน หากอยู่ร่วมกับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ ควรวางแผนการช่วยเหลือล่วงหน้า

จำให้แม่น! "หนี-ซ่อน-สู้" วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน

การเตรียมตัวเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อเกิดเหตุจริง จะช่วยลดเวลาการตัดสินใจและเพิ่มโอกาสในการหลบหนีได้มากขึ้น โดยมีหลัก " หนี-ซ่อน-สู้ " ดังนี้

ขั้นที่ 1 "หนี" (Run) หากมีโอกาสออกจากพื้นที่ ให้รีบออกทันที

หลัก "หนี" ถือเป็นทางเลือกแรกและสำคัญที่สุด หากสามารถออกจากพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัย โดยแนวทางที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

รีบออกจากพื้นที่โดยใช้ทางออกที่ปลอดภัยที่สุด เช่น ประตูฉุกเฉินหรือหน้าต่าง หากสามารถใช้ได้ ไม่เสียเวลาหยิบสัมภาระหรือของมีค่า เพราะทุกวินาทีมีความหมาย หากสามารถช่วยเตือนผู้อื่นได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง ก็สามารถชวนให้อพยพออกไปพร้อมกัน เมื่อออกจากพื้นที่แล้ว อย่ากลับเข้าไปในจุดเกิดเหตุอีก เมื่อถึงจุดปลอดภัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมแจ้งตำแหน่งและข้อมูลที่จำเป็น

หากระหว่างหลบหนีพบผู้ก่อเหตุโดยตรง ให้พยายามเคลื่อนที่หลบหลีกและใช้สิ่งกำบังที่แข็งแรง เช่น เสา กำแพง หรือโครงสร้างคอนกรีต เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกทำร้าย

ขั้นที่ 2 "ซ่อน" (Hide) เมื่อไม่สามารถหนีได้

หากไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย การหลบซ่อนคือทางเลือกถัดไป โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ผู้ก่อเหตุไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าถึงตัวเราได้ง่าย สิ่งที่ควรทำ ได้แก่

เข้าไปหลบในห้องที่สามารถปิดหรือล็อกประตูได้ ใช้โต๊ะ ตู้ หรือสิ่งของหนักขวางประตู เพื่อชะลอการเข้าถึง ปิดไฟ ปิดม่าน และหลบในจุดที่มองเห็นได้ยาก ปิดเสียงและระบบสั่นของโทรศัพท์มือถือ รวมถึงหลีกเลี่ยงการส่งเสียงพูดคุย หากต้องแจ้งเหตุ ให้ใช้การส่งข้อความ (SMS) หรือสื่อสารกับเจ้าหน้าที่อย่างเงียบที่สุด

อีกข้อที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ  ไม่ควรแชร์ตำแหน่งที่ซ่อนตัวผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแชร์พิกัดสาธารณะ เพราะอาจทำให้ผู้ก่อเหตุทราบตำแหน่งของผู้ที่กำลังหลบภัยอยู่

หากมีผู้บาดเจ็บขอความช่วยเหลือจากภายนอกห้อง ควรประเมินก่อนว่าบริเวณนั้นปลอดภัยจริงหรือไม่ เพราะการเปิดประตูโดยไม่ตรวจสอบสถานการณ์ อาจทำให้ผู้ที่อยู่ภายในตกอยู่ในความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ขั้นที่ 3 "สู้" (Fight) ใช้เฉพาะเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น

คำว่า "สู้" ในหลัก "หนี-ซ่อน-สู้" ไม่ได้หมายถึงการเข้าเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุโดยสมัครใจ  แต่เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อไม่สามารถหนีหรือหลบซ่อนได้อีก  และกำลังเผชิญอันตรายโดยตรง ในสถานการณ์เช่นนี้ เป้าหมายคือการหยุดยั้งผู้ก่อเหตุให้ได้ชั่วคราว เพื่อสร้างโอกาสในการหลบหนีหรือรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

หากอยู่กันหลายคน การร่วมกันตอบโต้ในจังหวะที่เหมาะสม อาจเพิ่มโอกาสในการควบคุมสถานการณ์ได้ โดยสามารถใช้สิ่งของแข็งที่อยู่ใกล้ตัวเป็นอุปกรณ์ป้องกันตนเอง อย่างไรก็ตาม การตอบโต้ควรเกิดขึ้นเฉพาะในสถานการณ์คับขันที่สุด และเมื่อไม่มีวิธีอื่นที่จะรักษาความปลอดภัยของตนเองได้แล้ว

หลักสากล "หนี-ซ่อน-สู้" (Run-Hide-Fight) วิธีเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน

เมื่อตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ ควรทำอย่างไร

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึง เป้าหมายแรกคือการหยุดยั้งผู้ก่อเหตุโดยเร็วที่สุด ดังนั้นประชาชนควรปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่ ควรแสดงให้เห็นว่ามือว่าง ไม่มีอาวุธ และเดินตามเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กำหนด หลีกเลี่ยงการวิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่หรือเข้าไปสอบถามข้อมูล เพราะอาจรบกวนการปฏิบัติงาน

เหตุกราดยิง เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่การเรียนรู้หลัก " หนี-ซ่อน-สู้ " จากเหตุกราดยิงในโรงเรียน ไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัว แต่เป็นการ เตรียมความพร้อม ให้รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไรในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอดได้นั่นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

จับตา "Red Flag" สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น รู้ไว้ก่อนแชร์! 5 เหตุผล ทำไมตำรวจจึงขอ "งดไลฟ์สด-งดแชร์พิกัด" ระหว่างเกิดเหตุร้าย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus