สังคม

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เตือนประชากรโลกให้เตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ระลอกใหม่ที่กำลังก่อตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสสูงถึงร้อยละ 80 ที่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เตือนประชากรโลกให้เตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ระลอกใหม่ที่กำลังก่อตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสสูงถึงร้อยละ 80 ที่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ (70%)

รายละเอียด

อุตุฯ โลกเตือนโลกจ่อเผชิญ "ซูเปอร์เอลนีโญ" อาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เตือนปรากฏการณ์เอลนีโญมีโอกาสสูงถึง 80% ที่จะก่อตัวในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ และอาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสภาพอากาศและภูมิอากาศของสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เตือนภัยเร่งด่วน ระบุว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เฟสใหม่ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ "เอลนีโญ" (El Niño) ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ โดยคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ข้อมูลจากเครือข่ายพยากรณ์อากาศระดับโลกของ WMO ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม สูงถึงร้อยละ 80 และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบหรือเกินร้อยละ 90 ภายในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของหลายประเทศต่างคาดการณ์ตรงกันว่า เอลนีโญในระลอกนี้อาจยกระดับกลายเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Super El Niño) หรือหนึ่งในปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรตอนกลางและตอนตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบของฝนทั่วโลก โดยปกติจะเกิดขึ้นทุก ๆ 2-7 ปี และกินเวลานานประมาณ 9-12 เดือน

WMO เผยว่าจากการเฝ้าติดตามในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในแถบแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรกำลังพุ่งแตะเพดานที่ชี้วัดการเกิดเอลนีโญแล้ว โดยอุณหภูมิต่ำกว่าผิวน้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงกว่า 6 องศาเซลเซียส ขณะที่ดัชนีความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดทางชั้นบรรยากาศก็สอดคล้องกับการก่อตัวของเอลนีโญเช่นกัน

ทั้งนี้ แถลงการณ์ระบุว่าแม้จะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีส่วนทำให้เอลนีโญเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้นโดยตรง แต่ภาวะโลกร้อนจะเป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา" ให้ผลกระทบของเอลนีโญรุนแรงและแผ่ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศที่ร้อนขึ้นจะเพิ่มพลังงานและความชื้น มหาศาล ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติที่รุนแรงกว่าเดิม

นายอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ส่งสารผ่านวิดีโอเตือนประชากรโลกว่า "เอลนีโญกำลังมาเยือนถึงหน้าบ้านเราแล้ว โลกต้องปฏิบัติต่อสิ่งนี้เสมือนเป็นคำเตือนเร่งด่วนด้านภูมิอากาศ สภาพการณ์ของเอลนีโญเปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟของโลกที่กำลังร้อนระอุ ผลกระทบของมันจะรุนแรงขึ้น แผ่ไปไกลขึ้น และข้ามพรมแดนด้วยความเร็วที่สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับ" พร้อมย้ำว่าทางออกเดียวคือการยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน และจัดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมทุกคนบนโลก

เซเลสเต เซาโล ผู้อำนวยการ WMO ระบุว่า โลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความร้อนทั้งบนบกและในมหาสมุทร โดยในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ แบบจำลองพยากรณ์ว่าพื้นที่เกือบทั้งหมดของโลกจะมีอุณหภูมิ "สูงกว่าปกติ" ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคต่างๆ โดยในแอฟริกาตะวันออก  คาดว่าจะเผชิญกับปริมาณฝนที่ "ต่ำกว่าปกติ" ในช่วงฤดูฝนสำคัญ ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน ซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางอาหาร

ด้านเอเชียใต้ ปริมาณน้ำฝนจากลมมรสุมมีแนวโน้มจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและการเพาะปลูก ขณะที่อเมริกากลาง จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศในฤดูร้อนที่แห้งแล้งและร้อนจัดกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา

ส่วนมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจะช่วยกระตุ้นการเกิดพายุเฮอริเคนในฝั่งแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก แต่ในทางกลับกันจะช่วยยับยั้งการก่อตัวของพายุในฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

WMO ทิ้งท้ายว่าความเสียหายจากเอลนีโญในอดีตเคยทำให้ปี 2023 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสอง และส่งผลให้ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดทุบสถิติโลก โดยมีอุณหภูมิสูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.55 องศาเซลเซียส การออกคำเตือนล่วงหน้าในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ภาคส่วนที่อ่อนไหว เช่น ภาคการเกษตร การจัดการน้ำ พลังงาน และสาธารณสุขทั่วโลก เตรียมแผนรับมือล่วงหน้าเพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus