สังคม

ลูกอดีตแฟน "ป๋อง" อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง ซ้ำขู่ฆ่ายกครัว

"กัน จอมพลัง" พาลูกอดีตแฟน "ป๋อง" ยื่น ยธ. ขอพิจารณาบังคับโทษผู้กระทำผิดร้ายแรง เหยื่ออ้างบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายเจ็บหนัก ทั้งที่ตั้งท้องอยู่ ซ้ำถูกขู่ฆ่ายกครัวจนต้องพากันหนี

ลูกอดีตแฟน "ป๋อง" อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง ซ้ำขู่ฆ่ายกครัว
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

"กัน จอมพลัง" พาลูกอดีตแฟน "ป๋อง" ยื่น ยธ. ขอพิจารณาบังคับโทษผู้กระทำผิดร้ายแรง เหยื่ออ้างบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายเจ็บหนัก ทั้งที่ตั้งท้องอยู่ ซ้ำถูกขู่ฆ่ายกครัวจนต้องพากันหนี

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ลูกอดีตแฟน "ป๋อง" อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง ซ้ำขู่ฆ่ายกครัว (70%)

รายละเอียด

ลูกอดีตแฟน "ป๋อง" อ้างเคยบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายทั้งที่ท้อง ซ้ำขู่ฆ่ายกครัว

"กัน จอมพลัง" พาลูกอดีตแฟน "ป๋อง" ยื่น ยธ. ขอพิจารณาบังคับโทษผู้กระทำผิดร้ายแรง เหยื่ออ้างบังคับแม่ส่งยา ไม่ยอมถูกรุมทำร้ายเจ็บหนัก ทั้งที่ตั้งท้องอยู่ ซ้ำถูกขู่ฆ่ายกครัวจนต้องพากันหนี

กระทรวงยุติธรรม เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 ส.ค. 69 นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” พาญาติของผู้เสียชีวิต 3 ศพ พ่อแม่และลูกสาว จากคดีนายฑณา หรือ “ป๋อง” เกิดทอง อายุ 43 ปี พร้อมพวก ได้แก่ นายธงชัย หรือ “ธง” ศรีนิล อายุ 39 ปี , นายอัษฎางค์ หรือ “บอล” และนายชัชนันท์ หรือ “ฟลุ๊ค” ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาก่อเหตุอำพรางศพก่อนนำร่างไปฝังดิน ในพื้นที่ จ.ชลบุรี รวมทั้ง ลูกชายของอดีตแฟนเก่านายป๋อง ซึ่งมารดาเคยคบหากับนายป๋องเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้พิจารณาแนวทางการบังคับใช้โทษกับผู้กระทำผิดร้ายแรงอย่างเข้มงวด และรับฟังผลกระทบจากผู้เสียหายที่เคยเผชิญเหตุจากนายป๋องในอดีต

นายกัณฐัศว์ กล่าวว่า วันนี้พาผู้เสียหายเดินทางมาเข้าพบ รมว.ยุติธรรม เนื่องจากเห็นว่าแม้เหตุการณ์ที่ผู้เสียหายเคยประสบจะผ่านมากว่า 17 ปีแล้ว แต่นายป๋องยังคงมีพฤติกรรมในลักษณะเดิม และสามารถก่อเหตุร้ายแรงได้อีก จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและทบทวนกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดลักษณะดังกล่าวกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก นายป๋องเคยถูกจับกุมจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และล่าสุดถูกจับกุมพร้อมอาวุธปืนอีกครั้ง จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธปืนที่พบล่าสุดเป็นกระบอกเดียวกับที่เคยพบเห็นเมื่อหลายปีก่อนหรือไม่ และหากเป็นอาวุธกระบอกเดียวกัน ก็อยากทราบว่าเหตุใดอาวุธปืนดังกล่าวจึงยังอยู่ในครอบครองของนายป๋องได้ โดยในอดีตนายป๋องเคยมีอาวุธปืนลูกโม่ 1 กระบอก และวัตถุระเบิดชนิดระเบิดมือแบบสังหาร 2 ลูก รวมถึงชุดเครื่องแบบตำรวจอยู่ภายในบ้านของนายป๋อง จึงเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถึงกระบวนการบังคับใช้โทษกับผู้กระทำผิดที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง

สำหรับคดีฆาตกรรม 3 ศพ จ.ชลบุรี ถือเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายอย่างยิ่ง ซึ่งลูกสาวของครอบครัวผู้เสียชีวิตเพิ่งเลิกงานจากร้านสะดวกซื้อและกลับมาถึงบ้าน ก่อนถูกสังหารพร้อมพ่อและแม่ จากนั้นผู้ก่อเหตุได้นำร่างทั้ง 3 ศพไปฝังดิน โดยใช้รถยนต์ของครอบครัวผู้เสียชีวิตในการเคลื่อนย้ายร่าง ก่อนนำรถกลับมาจอดไว้ที่บ้านเพื่ออำพรางให้ดูเสมือนยังมีคนอาศัยอยู่ตามปกติ นอกจากนี้ นายป๋องยังนำโทรศัพท์มือถือของผู้เป็นพ่อซึ่งผู้เสียชีวิตไปเปิดใช้งาน ทำให้ญาติของผู้เสียชีวิตเข้าใจผิดว่า พี่เขยเป็นผู้ก่อเหตุ เนื่องจากเมื่อโทรศัพท์ไปจะมีผู้หญิงรับสาย หรือได้ยินเสียงโทรทัศน์เปิดอยู่ เหมือนการตบตาเจ้าหน้าที่ กระทั่งวันที่ตำรวจเข้าจับกุม และตรวจสอบโทรศัพท์ ก็ยังพบว่ามีผู้หญิงรับสาย ซึ่งมองว่าเป็นวิธีการอำพรางของผู้ก่อเหตุ

นายกัณฐัศว์ กล่าวว่า แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมนายป๋องและพวกได้แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดร้ายแรงกลับมาก่อเหตุซ้ำ พร้อมเสนอให้มีการบังคับใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษสูงสุดอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายกรณีผู้ต้องโทษได้รับการปล่อยตัวออกมา ทั้งที่ยังไม่ทราบว่าสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ โดยนายป๋องเคยเข้าออกเรือนจำมาแล้วประมาณ 5-6 ครั้ง และจะรับสารภาพทันทีเมื่อถูกจับกุมเพื่อให้ได้รับการลดโทษ ทั้งที่มีผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องสูญเสียชีวิต ซึ่งผู้เสียชีวิตไม่มีโอกาสกลับคืนมา ขณะที่ผู้ก่อเหตุกลับได้รับโอกาสอีกครั้ง จึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งยังมีผู้ให้ข้อมูลว่าการใช้ชีวิตในเรือนจำอาจเจ็บปวดยิ่งกว่าการเสียชีวิต

จากการสอบถามข้อมูลจากบุคคลที่เคยอยู่ในเรือนจำร่วมกับนายป๋อง ได้รับข้อมูลว่านายป๋องไม่ได้มีพฤติกรรมที่ดีแม้อยู่ภายในเรือนจำ จึงเห็นว่าบุคคลลักษณะนี้ไม่เพียงสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมภายนอก แต่ยังสร้างความกังวลต่อผู้ที่อยู่ภายในเรือนจำเช่นกัน และเห็นว่าควรมีการบังคับใช้โทษอย่างจริงจัง

ด้านลูกชายของอดีตแฟนเก่านายป๋อง เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 17 ปีก่อน ขณะนั้นตนเองอายุเพียง 15 ปี โดยวันแรกที่พบกัน นายป๋องใช้อาวุธปืนจ่อศีรษะและผลักตนติดกำแพง ก่อนที่มารดาจะเข้าห้าม พร้อมระบุว่าภายในบ้านมีชุดตำรวจแขวนอยู่ พบอาวุธปืน ระเบิด 2 ลูก และมีดสปาร์ต้าอยู่ใต้โซฟา ทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก นายป๋องเคยบังคับให้มารดาของตนไปส่งยาเสพติด เมื่อมารดาไม่ยินยอมและขู่ว่าจะแจ้งตำรวจ นายป๋องพร้อมพวกได้ร่วมกันทำร้ายร่างกาย ก่อนพาไปบริเวณเขาชีจรรย์ อ.บางละมุง ใช้อาวุธมีดปาดคอและใช้ไม้ทำร้าย แต่ผู้ที่ร่วมก่อเหตุบางรายรู้จักกับมารดา ทำให้ระหว่างเกิดเหตุ มารดาสามารถหลบหนีออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อพาไปรักษาที่โรงพยาบาล นายป๋องยังข่มขู่ว่าจะฆ่ายกครอบครัว ทำให้ไม่กล้าแจ้งความ และต้องย้ายหนีไปอาศัยอยู่ในอำเภอบ้านบึง แต่ยังคงถูกโทรศัพท์ข่มขู่เป็นระยะ จนกระทั่งทราบภายหลังว่านายป๋องถูกจับกุม

ผู้เสียหายยังเปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุ มารดากำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด 3 โดยนายป๋องไม่ทราบเรื่อง ปัจจุบันลูกแฝดยังมีชีวิตอยู่บางส่วน ขณะที่อีกคนเสียชีวิต พร้อมระบุว่าขณะนี้เป็นห่วงความปลอดภัยของยาย และต้องการให้นายป๋องได้รับโทษประหารชีวิต เพราะเชื่อว่ายังมีเครือข่ายหรือพรรคพวกหลงเหลืออยู่ เนื่องจากในอดีตนายป๋องมีอิทธิพลจากการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลแต่งกายคล้ายตำรวจหรือเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อ 17 ปีก่อน นายกัณฐัศว์ ระบุว่า นายป๋องมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดี ทั้งการใช้บัตรเจ้าหน้าที่ ชุดเครื่องแบบ การผ่านด่านตรวจ รวมถึงการปลอมตัวเป็นตำรวจและการพูดจาที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อถือ พร้อมย้ำว่าไม่ได้พาดพิงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปัจจุบัน และขอให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นายกัณฐัศว์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้เสียชีวิตไม่สามารถลุกขึ้นมาชี้แจงข้อเท็จจริงได้ จึงเห็นว่าผู้ต้องหาสามารถกล่าวอ้างอะไรก็ได้

ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ระบุว่า เมื่อทราบประวัติและพฤติกรรมของนายป๋อง ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมาได้จนเกิดเหตุร้ายเช่นนี้ พร้อมเห็นว่าไม่ควรให้โอกาสบุคคลลักษณะดังกล่าวกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก หากกฎหมายกำหนดโทษประหารชีวิตก็ควรได้รับโทษตามกฎหมาย พร้อมยอมรับว่ายังคงหวาดผวา เพราะไม่สามารถมั่นใจได้ว่าหากผู้ก่อเหตุได้รับการปล่อยตัว จะไม่กลับมาก่อเหตุในลักษณะเดิมอีก และมองว่าไม่เห็นแนวโน้มที่บุคคลดังกล่าวจะสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus