สังคม

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ยูเครนส่งโดรนโจมตีครั้งใหญ่ใส่เมืองนิซห์เนคัมสค์ ในสาธารณรัฐตาทาร์สถาน ทางตอนกลางของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 39 ราย

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

ยูเครนส่งโดรนโจมตีครั้งใหญ่ใส่เมืองนิซห์เนคัมสค์ ในสาธารณรัฐตาทาร์สถาน ทางตอนกลางของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 39 ราย

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย (70%)

รายละเอียด

ยูเครนถล่มเมืองศูนย์กลางน้ำมันรัสเซีย ดับ 12 ศพ เจ็บอีกเกือบ 40 ราย

ยูเครนส่งโดรนโจมตีครั้งใหญ่ใส่เมืองนิซห์เนคัมสค์ เมืองศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันที่สำคัญของรัสเซีย ในสาธารณรัฐตาทาร์สถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 39 ราย ถือเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 ขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุ เป็นการตอบโต้เพื่อให้รัสเซียสัมผัสถึงผลกระทบของสงครามในบ้านตนเอง

เกิดเหตุโดรนของยูเครนโจมตีเมืองนิซห์เนคัมสค์ ในแคว้นตาตาร์สถาน ทางตะวันตกของรัสเซีย เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ (10 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บ 39 คน ตามรายงานของฝ่ายบริหารแคว้นตาตาร์สถาน

สำนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ รุสตัม มินนิคานอฟ ผู้นำแคว้นตาตาร์สถาน ระบุว่า เมืองนิซห์เนคัมสค์เผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายทั้งสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมและพื้นที่พลเรือน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายเพิ่มเติม

ภาพที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์และยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากบริเวณสถานประกอบการด้านพลังงานใกล้เมืองนิซห์เนคัมสค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีที่สำคัญของรัสเซีย

เมืองนิซห์เนคัมสค์อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนมากกว่า 1,000 กิโลเมตร และมีประชากรราว 240,000 คน โดยเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง และโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายสำคัญของการโจมตีด้วยโดรนระยะไกลของยูเครนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ยูเครนเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยใช้โดรนที่พัฒนาภายในประเทศและสามารถบินเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ บางลำสามารถเดินทางไปถึงพื้นที่ไซบีเรีย ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 2,000 กิโลเมตร

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระบุว่า การโจมตีระยะไกลเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกดดันประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปี พร้อมกล่าวว่า การที่สงครามยังคงดำเนินต่อไปเป็นผลจากการที่รัสเซียไม่ยอมยุติสงคราม

ขณะที่รัสเซียระบุว่า สามารถยิงสกัดโดรนยูเครนได้ 456 ลำในช่วงข้ามคืน แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนโดรนที่สามารถหลุดผ่านระบบป้องกันทางอากาศและโจมตีเป้าหมายได้ ขณะที่ฝ่ายยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนในช่วงคืนเดียวกัน 126 ลำ

การโจมตีเกิดขึ้นท่ามกลางการยกระดับปฏิบัติการโจมตีระยะไกลของทั้งสองฝ่าย โดยองค์การสหประชาชาติระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นทำให้จำนวนพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากเหตุโจมตีในตาตาร์สถานแล้ว เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยูเครนรายงานว่า รัสเซียใช้ปืนใหญ่โจมตีพื้นที่ชุมชนในหมู่บ้านบูไกฟกา เขตชูฮุยอิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบ้านเรือนหลายหลังพังเสียหาย

ขณะเดียวกัน มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเพิ่มเติมทั้งสองฝ่าย โดยเจ้าหน้าที่รัสเซียระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 รายจากการโจมตีของยูเครนในแคว้นเบลโกรอด ซึ่งอยู่ติดชายแดนยูเครน ส่วนทางการยูเครนรายงานว่า มีชาย 1 รายเสียชีวิตจากโดรนรัสเซียโจมตีรถแท็กซี่ในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งอยู่ใกล้แนวหน้า

องค์การอนามัยโลกสำนักงานยุโรป ยังเปิดเผยว่า คลังสิ่งของขององค์กรในแคว้นดนีโปร ทางตอนกลางของยูเครน ถูกโจมตี 2 ครั้งภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เวชภัณฑ์ฉุกเฉินมูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับสถานพยาบาลในพื้นที่แนวหน้าได้รับความเสียหายทั้งหมด แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ

การโจมตีครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครนกำลังขยายออกไปไกลจากแนวหน้ามากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายใช้โดรนและอาวุธระยะไกลโจมตีเป้าหมายด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อประชาชนเพิ่มสูงขึ้น แม้แนวรบหลักจะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตรก็ตาม.

ที่มา Associated Press / AFP

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus