สังคม

ทำความรู้จัก “ไวรัสอีโบลา บูนดิบูโจ” เช็กอาการ สัญญาณเตือน และวิธีรับมือ

เจาะลึกไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บูนดิบูโจ ที่กำลังระบาดในต่างประเทศ เช็กอาการเบื้องต้น สัญญาณเตือนอันตราย และแนวทางการเฝ้าระวังในประเทศไทยตามหลักสาธารณสุข เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง

ทำความรู้จัก “ไวรัสอีโบลา บูนดิบูโจ” เช็กอาการ สัญญาณเตือน และวิธีรับมือ
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

เจาะลึกไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บูนดิบูโจ ที่กำลังระบาดในต่างประเทศ เช็กอาการเบื้องต้น สัญญาณเตือนอันตราย และแนวทางการเฝ้าระวังในประเทศไทยตามหลักสาธารณสุข เพื่อการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ทำความรู้จัก “ไวรัสอีโบลา บูนดิบูโจ” เช็กอาการ สัญญาณเตือน และวิธีรับมือ (70%)

รายละเอียด

ทำความรู้จัก “ไวรัสอีโบลา บูนดิบูโจ” เช็กอาการ สัญญาณเตือน และวิธีรับมือ

ไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บูนดิบูโจ กำลังระบาดในคองโกและยูกันดา องค์การอนามัยโลกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก มาเช็กสัญญาณเตือน อาการอันตราย และวิธีรับมือเพื่อความปลอดภัยกัน

สถานการณ์สาธารณสุขโลกกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อ “ไวรัสอีโบลา” มีการแพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยเริ่มจากจังหวัดไอทูริ (Ituri province) รวมถึงพบผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการยืนยันแล้วหลายรายในประเทศยูกันดา ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ต้องประกาศให้สถานการณ์นี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เนื่องจากความล่าช้าในการค้นหาผู้ติดเชื้อทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 220 ราย

จากข้อมูลล่าสุด พบผู้ป่วยในยูกันดาเกือบ 10 ราย ขณะที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีเคสที่น่าสงสัยเกือบ 1,000 ราย หลังจากมีการประกาศการแพร่เชื้อในพื้นที่ไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์และสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง มาทำความรู้จักกับไวรัสชนิดนี้กันอย่างเจาะลึก

ไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บูนดิบูโจ คืออะไร?

ไวรัสที่กำลังระบาดในครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า "ไวรัสอีโบลาบูนดิบูโจ (Bundibugyo ebolavirus)" อยู่ในกลุ่ม Bundibugyo virus (BDBV) ซึ่งจัดเป็นไวรัสในกลุ่ม 4 ที่ต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดในห้องปฏิบัติการระดับสูง

นอกจากนี้ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษยังจัดให้ไวรัสสายพันธุ์นี้อยู่ในกลุ่มเชื้อโรคที่สามารถนำไปใช้ก่อการร้ายทางชีวภาพ หรือเชื้อที่ได้รับความสำคัญลำดับเอ (Category A Priority Agent/Bioterrorism Agent) โดยชื่อ “บูนดิบูโจ” มีที่มาจากชื่อเมืองที่ค้นพบไวรัสนี้เป็นครั้งแรกในประเทศยูกันดา เมื่อปี ค.ศ. 2008 ซึ่งมีโครงสร้างจีโนมที่มี 3 ยีนทับซ้อนกัน และมีความแตกต่างจากไวรัส อีโบลาซาอีร์ (Zaire ebolavirus) มากกว่า 30%

เช็กอาการ “ไวรัสอีโบลา” สัญญาณเตือนแบบไหนที่ต้องระวัง

จากการศึกษาย้อนหลังและการสำรวจทางซีรัมวิทยา พบว่าผู้ติดเชื้ออีโบลาบางรายอาจมีอาการน้อยมากจนแทบไม่มีอาการเลย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีอาการเด่นชัด ระยะการฟักตัวของโรคเฉลี่ยจะอยู่ที่ 6-12 วัน (โดยอาจแสดงอาการเร็วสุดใน 2 วัน และนานที่สุดได้ถึง 21 วันหลังจากสัมผัสเชื้อ) ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะอาการออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ กลุ่มที่มีเลือดออกมาก และกลุ่มที่มีการสูญเสียสารน้ำอย่างรุนแรง

1. อาการเบื้องต้นในระยะแรก

มีไข้หนาวสั่นอย่างเฉียบพลัน และไข้สูงแต่ชีพจรช้า (คล้ายกับอาการของไข้รากสาดน้อย) อ่อนเพลีย เจ็บกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเบื่ออาหาร มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายเหลว

2. อาการทางผิวหนังและระบบทางเดินอาหาร

ผื่นนูนแดง:  มักขึ้นในวันที่ 5-7 ของการเจ็บป่วย บริเวณใบหน้า คอ แขน และลำตัว โดยผื่นนี้จะไม่ค่อยคันและอาจหลุดลอกได้ในเวลาต่อมา ท้องเสียรุนแรง:  ถ่ายเหลวเป็นน้ำในปริมาณมาก ซึ่งอาจสูงถึง 10 ลิตรต่อวัน ร่วมกับอาการปวดท้อง ทำให้นำไปสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ความดันโลหิตตก และเกิดภาวะช็อก

3. อาการรุนแรงในระยะสุดท้าย

ภาวะเลือดออก:  พบเลือดปนในอุจจาระ มีผื่นม่วงขนาดเล็กจาก เกล็ดเลือดต่ำ หรือผื่นม่วงใหญ่เป็นเลือดใต้ผิวหนัง รวมถึงมีเลือดออกจากปาก จมูก และบริเวณเข็มเจาะเลือด โดยมักพบในผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือหญิงตั้งครรภ์ ระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ: เนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความสับสน คอแข็ง เดินเซ ปวดกล้ามเนื้อ และมีอาการชัก ระบบหัวใจ:  เกิดภาวะเยื่อหุ้มหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก ระบบทางเดินหายใจ: หายใจเร็วและตื้น ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน กล้ามเนื้อหายใจล้าจนนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลว (พบได้กว่า 30% จากสถิติการระบาดในแอฟริกาตะวันตกครั้งก่อน) การแพร่เชื้อและการวินิจฉัย: ปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่าเชื้อไวรัสแพร่กระจายมาสู่มนุษย์ได้อย่างไร แต่ทางการแพทย์สันนิษฐานว่า “ค้างคาว” อาจเป็นสัตว์พาหะหลัก เนื่องจากมีความสามารถในการกักเก็บและทำให้เชื้อไวรัสกลุ่มใกล้เคียงเติบโตได้ ส่วนการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการ มักพบภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ ค่าไตสูง ค่าตับอ่อนและเอนไซม์ตับผิดปกติ ซึ่งสามารถยืนยันผลการติดเชื้อที่แม่นยำได้ด้วยวิธี RT-PCR (real-time polymerase chain reaction)

อัตราเสียชีวิต และภาวะ “ลองอีโบลา” (Post-Ebola Syndrome)

ความน่ากลัวของไวรัสอีโบลาบูนดิบูโจ คือการทำให้อวัยวะหลายส่วนในร่างกายทำงานผิดปกติจนนำไปสู่การเสียชีวิต โดยสถิติการระบาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 ถึง 2022 ระบุว่า สายพันธุ์บูนดิบูโจมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 32.8%

สำหรับผู้ป่วยที่รอดชีวิต อาการมักจะเริ่มดีขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 แต่ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ภาวะปอดพัง หรือไตวาย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่หายป่วยหลายรายยังต้องเผชิญกับภาวะ Post-Ebola Syndrome (ลองอีโบลา) ยาวนานต่อเนื่องถึง 2 ปีกว่า โดยมีอาการทางร่างกายและจิตใจ ดังนี้

อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปวดตา และปัสสาวะบ่อย ผิวลอก ผมร่วง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือเสี่ยงต่อการแท้งบุตร มีความจำเสื่อม ภาวะจิตตก หรือมีความวิตกกังวลสูง

แนวทางการเฝ้าระวังในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายประเทศ ได้แนะนำให้มีมาตรการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการคัดกรองผู้เดินทางที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง การจำกัดการเดินทางในพื้นที่ระบาด และการเตรียมความพร้อมทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อหลุดรอดเข้ามาในประเทศ

อ. พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus