สังคม

จับตา "Red Flag" สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น

จากเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ โรงเรียนดังใน จ.นนทบุรี ชวนมาจับตา "Red Flag" สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น

จับตา "Red Flag" สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

จากเหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ โรงเรียนดังใน จ.นนทบุรี ชวนมาจับตา "Red Flag" สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

จับตา "Red Flag" สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น (70%)

รายละเอียด

จับตา "Red Flag" สัญญาณเตือนที่มักถูกมองข้าม ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในเด็กและวัยรุ่น

ทุกครั้งที่มีข่าวโศกนาฏกรรมหรือเหตุความรุนแรงที่ก่อขึ้นโดยเด็กและวัยรุ่น สังคมมักจะตั้งคำถามด้วยความตกตะลึงว่า "ทำไมเด็กคนหนึ่งถึงทำได้ขนาดนี้" หรือ "ทำไมไม่มีใครรู้ตัวมาก่อนเลย" แต่ในมุมมองของจิตแพทย์เด็กและนักอาชญาวิทยา ความรุนแรงระดับสุดยอดแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นอย่างปุบปับไร้ที่มาที่ไป ทว่ามันมักจะทิ้ง "ร่องรอย" หรือสัญญาณเตือนที่เรียกว่า Red Flag เอาไว้เสมอ เพียงแต่ผู้ใหญ่คนรอบข้างอาจเผลอมองข้าม และตีความไปเองว่ามันเป็นเพียง "พฤติกรรมต่อต้านตามประสาวัยรุ่น"

เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลายจนสายเกินแก้ นี่คือสัญญาณเตือนธงแดงที่มักถูกซุกซ่อนอยู่ใต้พรม และวิธีสังเกตความผิดปกติก่อนที่รอยร้าวจะกลายเป็นความรุนแรง

การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รุนแรงและฉับพลัน

วัยรุ่นกับอารมณ์แปรปรวนอาจเป็นของคู่กัน แต่ธงแดงที่ต้องระวังคือการเปลี่ยนแปลงที่ "สุดขั้ว" จนผิดสังเกต เช่น จากเด็กที่เคยร่าเริงกลับกลายเป็นคนเก็บตัวเงียบสนิท ปฏิเสธการเข้าสังคม ตัดขาดจากเพื่อนสนิท หรือในทางกลับกัน คือ มีอารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรงเกินเบอร์ ควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อเผชิญกับความผิดหวังเพียงเล็กน้อย สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือการหมดความสนใจในสิ่งที่ตัวเองเคยรักมากๆ เช่น ทิ้งงานอดิเรก เลิกเล่นกีฬา แล้วขังตัวเองอยู่ในห้องเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะซึมเศร้าที่ซ่อนรูปมาในความโกรธแค้น

ความหมกมุ่นกับอาวุธและความรุนแรง

การชอบเล่นเกมต่อสู้หรือดูหนังแอ็กชันอาจเป็นเรื่องปกติในวัยรุ่น ซึ่ง อ.ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาฯ ได้อธิบายไว้ว่า "คนส่วนใหญ่มักสามารถแยกแยะโลกความจริงกับโลกเสมือนออกจากกันได้ แต่จุดที่ล้ำเส้นจนกลายเป็นธงแดง คือกลุ่มที่ใช้เวลาเล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรงอย่างหนัก จนไม่สามารถถอดชีวิตตัวเองออกจากโลกเสมือนได้"

เมื่อความหมกมุ่นนี้เริ่มแสดงออกผ่านพฤติกรรมในชีวิตจริง เช่น การวาดภาพที่เต็มไปด้วยเลือดและการฆ่าฟันซ้ำๆ การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่อย่างจริงจัง หรือแม้แต่พฤติกรรมรังแกสัตว์และทำร้ายเด็กที่อ่อนแอกว่าอย่างไร้ความปรานี สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่อง "เด็กผู้ชายเล่นแรงๆ" แต่เป็นสัญญาณของการขาดความเห็นอกเห็นใจ และการชาชินต่อความเจ็บปวดของผู้อื่น

นอกจากนี้ พญ.อริยาภรณ์ ตั้งชีวินศิริกูล จิตแพทย์ประจำ BMHH ยังได้เน้นย้ำถึงปัจจัยเสริมที่อันตรายที่สุด นั่นคือ "การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย" หากเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือขาดความยั้งคิดยั้งทำ เริ่มมีการสะสมอาวุธไว้ใกล้ตัวโดยไม่มีเหตุผลอันควร นั่นคือสัญญาณอันตรายขั้นสูงสุดที่ชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงในโลกจินตนาการกำลังจะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาในโลกแห่งความจริง สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

โลกออนไลน์คือพื้นที่สะท้อนตัวตนที่ลึกที่สุดของวัยรุ่นยุคนี้ สัญญาณเตือนมักปรากฏผ่านการโพสต์ข้อความระบายความแค้น การแชร์เนื้อหาที่เชิดชูความรุนแรง หรือการตั้งสเตตัสที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเกลียดชังโลก นอกจากนี้ การที่เด็กตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์อย่างหนักและยาวนาน ก็เป็นระเบิดเวลาชั้นดีที่อาจทำให้เด็กตัดสินใจโต้กลับด้วยความรุนแรงเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง พ่อแม่จึงควรสังเกตว่าลูกมีปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากการเล่นโซเชียลมีเดีย หากดูเครียดหรือซึมลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือสัญญาณที่ต้องเข้าไปพูดคุย

จากสถิติของคดีความรุนแรงในโรงเรียนหลายแห่งทั่วโลก ผู้ก่อเหตุมักจะมีการ "บอกใบ้" หรือส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดเปรยๆ กับเพื่อนสนิท เช่น "พรุ่งนี้อย่ามาโรงเรียนนะ" การโพสต์ข่มขู่ลอยๆ บนโซเชียลมีเดีย หรือการบอกเล่าความคับแค้นใจที่อยากจะเอาคืนใครสักคน น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นแค่การ "พูดเล่น" หรือ "เรียกร้องความสนใจ" จนกระทั่งเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง

ผู้ปกครอง และคนรอบข้างจะรับมือและสังเกตความผิดปกติเหล่านี้ได้อย่างไร

กุญแจสำคัญ คือ "การใช้เวลาคุณภาพและรับฟังอย่างไม่ตัดสิน" พ่อแม่และครูไม่ควรเข้าไปจับผิดหรือคาดคั้น แต่ควรสังเกตพฤติกรรมห่างๆ อย่างห่วงๆ หากพบความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ให้เริ่มบทสนทนาด้วยความเข้าใจ เช่น "ช่วงนี้ดูหนูเครียดๆ มีอะไรอยากเล่าให้แม่ฟังไหม" มากกว่าการดุด่าว่ากล่าว

สำคัญที่สุดคือ อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ การพาเด็กไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือนักจิตวิทยา ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ได้แปลว่าเด็กเป็นบ้า แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้ระบายความอัดอั้น และได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธี ก่อนที่ความเจ็บปวดในใจจะปะทุออกมาเป็นความรุนแรงที่ทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

รู้ไว้ก่อนแชร์! 5 เหตุผล ทำไมตำรวจจึงขอ "งดไลฟ์สด-งดแชร์พิกัด" ระหว่างเกิดเหตุร้าย รู้จัก "หนี-ซ่อน-สู้" ยุทธวิธีเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุกราดยิง หลักสากลที่ทุกคนควรรู้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus