AUDI THAILAND เตรียมเปิดตัวรถแวนสายโหด NEW RS5 AVANT QUATTRO 2026
New RS5 Avant 0-100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 284 กม./ชม. สเปกโรงงานเคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยสุดหรูไว้ที่ประมาณ 26 กม./ลิตร จนไฟแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง ทำได้ 10 กม./ลิตร
สรุปสั้น
New RS5 Avant 0-100 กม./ชม. ใน 3.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 284 กม./ชม. สเปกโรงงานเคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยสุดหรูไว้ที่ประมาณ 26 กม./ลิตร จนไฟแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง ทำได้ 10 กม./ลิตร
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ AUDI THAILAND เตรียมเปิดตัวรถแวนสายโหด NEW RS5 AVANT QUATTRO 2026 (70%)
รายละเอียด
นี่คือการกระโจนเข้าสู่โลกของขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นครั้งแรกของซับแบรนด์รหัสแรงตัวกลั่นอย่าง Audi Sport นอกจากจะเป็นครั้งแรกที่ต้องพ่วงด้วยมอเตอร์และแบตเตอรี่แล้ว RS Avant คันนี้ยังถือเป็นรถซูปเปอร์แวกอนที่มีระบบซับซ้อนที่สุดเท่าที่แผนก RS เคยสร้างมาในประวัติศาสตร์ของแบรนด์สี่ห่วง ตามคำยืนยันของ สเตฟเฟน แบมเบอร์เกอร์ (Steffen Bamberger) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค (CTO) ของ Audi หัวใจหลัก เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาดความจุ 2.9 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบไฟฟ้าแฝดสองตัวในรูปแบบทวินเทอร์โบ รีดม้าออกมาได้ 503 แรงม้า ผสานพลังร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 174 แรงม้า โดยดึงกระแสไฟมาจากแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ความจุ 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) รีดพละกำลังรวมกันทั้งระบบออกมาได้ 630 แรงม้า แรงบิดมหาศาลระดับฉีกกระชากที่ 800 นิวตันเมตร Audi RS5 Avant Quattro ใหม่ 2026 อัปเกรดช่วงล่างแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นชุดเพลาหน้าและเพลาหลังสูตรเฉพาะของรหัส RS, อัตราทดพวงมาลัยที่เฉียบคมและตอบสนองไวขึ้น (Faster steering rack) รวมถึงระบบช่วงล่างแบบสปอร์ตที่แม้จะยังยึดมั่นกับชุดสปริงเหล็กแบบคลาสสิก แต่ถูกเสริมความหนึบด้วยโช้คอัพไฟฟ้าวาล์วคู่ Twin-valve dampers พ่วงด้วยยางเกรดพิเศษที่สั่งทำมาโดยเฉพาะ โดยมีออปชันล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว และล้อคู่หลังที่กว้างกว่าล้อคู่หน้าให้เลือกซิ่ง ขณะที่โครงสร้างตัวถังถูกดามจนแข็งแกร่ง เพื่อให้ทนต่อแรงบิดตัวเพิ่มขึ้นจาก Audi A5 Avant e-Hybrid รุ่นมาตรฐานถึง 10% แม้ว่าเซ็ตติ้งทั้งหมดจะวางอยู่บนสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์ม PPC เหมือนกันก็ตาม สำหรับเศรษฐีเท้าหนัก Audi จัดออปชันระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกมาให้เลือกเพื่อประสิทธิภาพในการเบรก เมื่อควักเพิ่มก็จะได้จานเบรกคู่หน้าใหญ่สะใจถึง 440 มิลลิเมตร และจานเบรกหลังขนาด 410 มิลลิเมตร จานคาร์บอนเซรามิกไซส์ยักษ์ขนาดนี้ มีแค่ซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์เอสยูวีอย่าง Bentley Continental GT Speed และ Lamborghini Urus เท่านั้นที่สมน้ำสมเนื้อ แถมยังมีน้ำหนักเบากว่าจานเบรกเหล็กมาตรฐานถึง 30 กิโลกรัม จุดเด่นอยู่ที่การมอบฟีลลิ่งการลงน้ำหนักเบรกที่แม่นยำ อาการเบรกเฟดหรือเบรกจมหายเนื่องจากความร้อนสะสมน้อยกว่าเบรกแบบปกติเมื่อใช้งานอย่างหนักหน่วงในสนามแข่ง บอกได้คำเดียวว่า Avant คันนี้มีมนตร์ดำบางซ่อนอยู่ภายใน โรล์ฟ มิชิล (Rolf Michl) บิ๊กบอสใหญ่ของ Audi Sport ให้ความสำคัญกับเรื่องของฟีลลิ่งการควบคุม และคาแรกเตอร์ความดิบของตัวรถที่จะส่งถ่ายอารมณ์ไปยังผู้ขับเป็นพิเศษ ซึ่งนี่ถือเป็นนิมิตหมายอันดีว่า รถปลั๊กอินไฮบริดรหัส RS คันนี้ จะไม่ได้มีดีแค่ตัวเลขเคลมในหน้ากระดาษอย่างแน่นอน! แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งดีใจกันไปถ้ารู้ว่า น้ำหนักตัวของมันเกือบจะเท่ากับ Ford Ranger Super Duty กระบะยักษ์ที่ลากเทรลเลอร์หนัก 4.5 ตันได้ราวกับลากกระสอบนุ่น อ้าว ทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้ มองจากด้านหน้า เหมือนกับการนำเอารถพ่อบ้านอย่าง Audi A5 Avant e-Hybrid รุ่นมาตรฐานที่ดูเรียบร้อย หล่อแบบเนี้ยบ กรุ้มกริ่มแนวผู้ดีเยอรมัน มาโมดิฟายใหม่หมด จนหล่อล่ำกล้ามโต ถือเป็นการแปลงโฉมครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา การลงทุนลงแรงเพื่อทำให้ลูกค้าประทับใจในทรวดทรงองเอว ยิ่งถ้าเดินอ้อมมาดูจากมุมท้ายรถ บอกได้คำเดียวว่าโคตรดุ! เส้นสายโป่งซุ้มล้อดูเหมือนมัดกล้าม โดยเฉพาะบริเวณซุ้มล้อหลังนั้นหนาปึ้ก สอดรับกับท่อไอเสียคู่ทรงวงรีขนาดมหึมาไซส์เท่าดาวเคราะห์พลูโต ซึ่งเหตุผลที่ปลายท่อถูกขยับเข้ามาชิดกึ่งกลางตัวรถมากขึ้น ก็เป็นเพราะการออกแบบหม้อพักและท่อไอเสียรูปทรงตัว L (L Shape) นั่นเอง เนื่องจากต้องลงไปฟาดฟันกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง BMW M3 Touring และ Mercedes-AMG C63 Estate ถ้าพูดกันถึงเรื่องความน่าเกรงขามและการออกแบบเส้นสายตัวถังภายนอกแล้ว เราขอยกให้เจ้า RS5 ใหม่คันนี้กินขาด! เพราะรูปลักษณ์ใหม่โดนAudi Sport จับแต่งจนกลายเป็นรถแวนสายโหด และที่สำคัญ ความหล่อนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตัวถังแวกอน (Avant) เท่านั้น เพราะตัวถังซีดาน (Saloon) ก็หล่อลากดินไม่แพ้กัน เปลือกตัวถังภายนอกเกือบทั้งหมดเป็นชิ้นงานที่ถูกขึ้นรูปใหม่ ตัวรถมีความกว้าง (Wide-body) เพิ่มขึ้นจากรุ่นปกติถึง 40 มิลลิเมตร เติมความโหดด้วยพาร์ตแอร์โรไดนามิกสีดำเงา Gloss Black หรือจะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสลับเป็นงานคาร์บอนไฟเบอร์ RS5 พ่วงระบบไฟหน้าอัจฉริยะ RS Matrix LED ที่มีกราฟิกไฟเฉพาะตัว ปิดท้ายด้วยไฟท้ายสุดล้ำที่มีลูกเล่นไฟวิ่งเป็นลาย "ธงตราหมากรุก Chequered flag ดีที่ทีมดีไซเนอร์ของ Audi ยั้งมือเอาไว้ ไม่แต่งเลอะเทอะออกทะเลจนกลายสภาพเป็นรถแต่งซิ่งตามอู่แถวบ้าน ค่ายสี่ห่วงไม่มีทางยอมทิ้ง Quattro สูตรสำเร็จระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออันเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลอย่างแน่นอน ใน RS5 ใหม่คันนี้ Audi ได้แอบใส่ฟังก์ชันสายดริฟต์ หรือสายสไลด์ข้าง เพิ่มเข้ามาให้เผายางเล่นได้อีกด้วย โดยเป็นการผสานการทำงานระหว่างชุดเฟืองท้ายกลางแบบ Torsen เข้ากับระบบกระจายแรงบิดอัจฉริยะ Dynamic Torque Vectoring ที่เพลาท้าย ซึ่ง Audi เคลมว่านี่คือเทคโนโลยีครั้งแรกของโลก แม้ว่าเฟืองท้ายกลาง Torsen จะดูเหมือนเทคโนโลยีโหยหาอดีตยุคเก่าของ Quattro แต่ขอบอกว่าชุดที่ใส่ในรถคันนี้คือของเล่นระดับเทพ (State-of-the-art) เพราะมันมาพร้อมฟังก์ชัน Preload ที่จะสั่งล็อกเฟืองท้ายแบบบางส่วนเอาไว้ตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ได้คือ ระบบสามารถแปรผันการกระจายแรงบิดหน้า-หลัง ได้ตั้งแต่ 70/30 ไปจนถึงหน้า 15 หลัง 85! ตัวเลขอัตราการส่งกำลังเน้นลงล้อหลังแบบสุดโต่งขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและหาได้ยากในรถยนต์ขับสี่ตระกูล Quattro ของ Audi และนี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่า RS5 ใหม่คันนี้ แอบซ่อนคาแรกเตอร์ความดื้อรั้นพร้อมจะพาท้ายกวาดเล่นหากคนขับมีฝีมือมากพอ แต่ส่วนใหญ่มักะฟาดซะมากกว่ากวาดออกข้างแบบสวยงาม ระบบส่งกำลังพ่วงมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาท้าย Electrified rear transaxle Audi เลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร Permanent magnet e-motor ระบายความร้อนด้วยน้ำ ทำหน้าที่เป็นตัวสั่งการแรงดันสูง คอยควบคุมระบบกระจายแรงบิดแบบกลไก-ไฟฟ้า Electro-mechanical torque vectoring ส่งตรงไปยังล้อหลังแต่ละข้างอย่างอิสระความเทพคือ มันใช้เวลาตอบสนองเพียงแค่ 15 มิลลิวินาที (0.015 วินาที) แถมยังรองรับแรงบิดมหาศาลได้แบบสบายๆ ตามทฤษฎีรับได้สูงสุดถึง 2,000 นิวตันเมตร หรือ 1,475 lb ft โดยระบบนี้จะทำหน้าที่ของมันอย่างขยันขันแข็ง ทั้งในจังหวะที่กดคันเร่ง ถอนคันเร่ง หรือแม้กระทั่งตอนเหยียบเบรก หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า Audi กำลังขี่ช้างจับตั๊กแตน เอาเทคโนโลยีระดับยานอวกาศมาแก้ปัญหาเรื่องแรงยึดเกาะถนนธรรมดาๆ หรือเปล่า? ก็อาจจะใช่ แต่ระบบนี้ช่วยขยายขีดความสามารถของรถให้กว้างขึ้นอย่างแท้จริง มอบทั้งความกระฉับกระเฉงและการตอบสนองที่สนุกสนาน ควบคู่ไปกับชื่อเสียงเรื่องระบบเกาะถนนหนึบเป็นตุ๊กแกอันเป็นเครื่องหมายการค้าของ Audi และ RS5 Avant คันนี้ยังสามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน หรือ EV Mode ไกลถึง 83 กิโลเมตร ไกลเป็นสองเท่าของระยะทางที่คนปกติขับใช้งานกันในแต่ละวัน แต่สำหรับลูกค้าไทย อยากได้สัก 130 กิโลเมตรมากกว่า ขุมพลังสันดาปบล็อก V6 + เทอร์โบไฟฟ้า จริงๆ แล้วยกมาจากตัวแรงรุ่นพี่อย่าง RS4 คันเดิมนั่นแหละ แต่ทีมวิศวกรเคลมว่า ชิ้นส่วนภายในของเครื่อง V6 ตัวนี้ ถูกนำมาโมดิฟายและปรับปรุงใหม่ถึงกว่า 60% ส่งผลให้เฉพาะพละกำลังจากเครื่องยนต์อย่างเดียว แรงขึ้นกว่า RS4 ตัวเดิมถึง 59 แรงม้า มีการปรับเปลี่ยนรูปทรงภายในของเทอร์โบใหม่, เปลี่ยนมาใช้ชุดอินเตอร์คูลเลอร์แบบน้ำระบายความร้อนด้วยอากาศ Water-to-air intercoolers เพื่อลดอุณหภูมิไอดีลง และเปลี่ยนมาใช้ระบบการจุดระเบิดแบบ Miller Cycle เพื่อรีดประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน พ่วงด้วยการรื้อระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงใหม่หมดจด สมรรถนะของ All-New RS5 Avant คันนี้ พุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดท็อปสปีดได้ถึง 284 กม./ชม. เมื่อติดตั้งแพ็กเกจเพิ่มความแรง Sport Pack สเปกโรงงานเคลมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยสุดหรูไว้ที่ประมาณ 26 กม./ลิตร แต่ต่อให้ซิ่งจนไฟแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง เจ้า RS5 ก็ยังทำตัวเลขประหยัดน้ำมันได้ราวๆ 10 กม./ลิตร ถือว่ายอดเยี่ยม และแม้ว่ามันจะพกม้าติดตัวมาถล่มทลายถึง 630 แรงม้า แต่ด้วยอานิสงส์ของการเป็นรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทำให้ตัวเลขอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ซึ่งช่วยให้เจ้าของรถรอดพ้นจากการโดนภาษีมหาโหดไปได้พอสมควร ระบบจัดการไฟฟ้าของรถคันนี้ ฉลาดเป็นกรด ตัวแบตเตอรี่ถูกจัดวางไว้ใต้ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ โดยมีการปรับปรุงสูตรเคมีภายในเซลล์ใหม่ ทำให้มันสามารถจ่ายกระแสไฟได้อย่างแรงต่อเนื่องไม่มีตก แม้ว่าปริมาณไฟในแบตเตอรี่จะเหลืออยู่น้อยก็ตาม นอกจากนี้ ระบบจัดการความร้อน Thermal management ยังทำได้ดีขึ้น ทำให้แบตเตอรี่ไม่ออกอาการสูญเสียประสิทธิภาพในการเก็บและจ่ายไฟ วลาเจอสภาพอากาศที่ร้อนจัด ยิ่งไปกว่านั้น แบตเตอรี่ลูกนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่จ่ายไฟให้มอเตอร์ขับเคลื่อนหลัก แต่ยังแบ่งกำลังไฟอีก 8 กิโลวัตต์ ส่งตรงไปเลี้ยงมอเตอร์ไฟฟ้าที่ชุดกระจายแรงบิดอัจฉริยะที่เพลาท้ายอีกด้วย นี่คือจุดที่วิศวกรรมเยอรมันโชว์ความล้ำลึกซับซ้อน เพราะ Audi รู้ดีว่าฟีลลิ่งของ RS5 จะกร่อยทันทีหากระบบต้องทำงานในตอนที่ไฟในแบตเตอรี่พร่องไป ดังนั้น เมื่อกดเข้าโหมดโหดอย่าง RS Sport หรือโหมดสายดริฟต์ล้อหลังกวาด RS torque rear สมองกลจะสั่งการให้รักษาระดับไฟในแบตเตอรี่ (State of Charge) นิ่งๆ ไว้ที่ 90% ตลอดเวลา โดยจะมีทั้งปั๊มน้ำ, พัดลม และชุดแลกเปลี่ยนความร้อน คอยทำงานร่วมกันเพื่อคุมอุณหภูมิของแบตเตอรี่ให้อยู่ที่ 20°C เป๊ะๆ ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ดีที่สุดในการรีดประสิทธิภาพสูงสุดของแบตเตอรี่ออกมา ส่วนในโหมดการขับขี่ทั่วไปอย่าง Hybrid ระบบจะคอยปั่นไฟเข้าไปเติมในแบตเตอรี่อยู่เรื่อยๆ โดยที่สามารถใช้นิ้วเลื่อนแถบสไลด์ดิจิทัลบนหน้าจอเพื่อตั้งค่าระดับแบตเตอรี่ที่ต้องการเก็บไว้ได้เอง สำหรับทีเด็ดอย่างโหมด Boost ที่เรียกใช้งานผ่านปุ่มกดบนพวงมาลัย ทันทีที่กด ระบบจะปลดปล่อยพลังงานทั้งหมด แปรเปลี่ยนเป็นแรงบิดลงล้อทั้งสี่ อย่างรวดเร็ว กำลังทั้งหมดที่รถมีจะพุ่งทะลักออกมาให้ใช้เร่งความเร็วอย่างเต็มเหนี่ยวเป็นเวลา 10 วินาที โดยจะมีมาตรวัดเวลานับถอยหลังโชว์หราอยู่บนหน้าจอเรือนไมล์ให้คนขับได้ตื่นเต้นเล่นๆ มาถึงเรื่องน้ำหนักตัวน้องๆ Ranger Super Duty อ้าว ทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้ จริงๆแล้ว RS5 Avant Quattro พกน้ำหนักเกินพิกัดระดับช้างอ้วนๆหนึ่งตัว เป็นจุดด่างพร้อยที่ไม่อาจปฏิเสธ เพราะ All-New RS5 คันนี้ อ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในตัวถังแวกอนอย่าง Avant แบกน้ำหนักตัวทะลุไปถึง 2,370 กิโลกรัม หรือ 2.37 ตัน! ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่บ้าบอคอแตกมากสำหรับรถเก๋งเซกเมนต์นี้ แต่นี่แหละคือสิ่งที่ต้องแลกเมื่อจับเอาขุมพลังที่สองด้วยระบบมอเตอร์และแบตเตอรี่ยัดเพิ่มเข้ามา ส่งผลให้มันมีน้ำหนักมากกว่าคู่แข่งอย่าง BMW M3 Touring ถึงครึ่งตัน (500 กิโลกรัม)! แน่นอนว่าทีมวิศวกรตัวแรงรหัส RS ต่างยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่า การปรับแต่งชุดช่วงล่างใหม่บวกกับระบบกระจายแรงบิด Dynamic Torque Vectoring (DTV) ช่วยประสานพลังเกื้อหนุนให้ตัวรถขับขี่ออกมาให้ความรู้สึกที่เบาและประเปรียว คล่องตัวผิดหูผิดตา หรือพูดง่ายๆ คือ ขับแล้วจะลืมไปเลยว่ากำลังควบรถไฮบริดหนัก 2.3 ตัน มีอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำและการประหยัดพลังงานอยู่ในเกณฑ์ดี ลืมโหมดดริฟต์ไปได้เลย... เพราะระบบกระจายแรงบิดของ RS5 คันนี้ พาตัวรถแหวกว่ายออกจากสถานการณ์คับขันได้อย่างเหนือชั้นและน่าทึ่ง การเลือกเดินเส้นทางรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) สายพันธุ์แรง แลกมาด้วยการยอมหักดิบและยอมประนีประนอมในหลายๆ เรื่อง ลูกค้าหลายคนที่ยังคงโหยหาความดิบและเรียบง่ายในอดีตอาจจะเริ่มชินชาชินมือกับรถยุคนี้แล้ว หรือไม่ก็เป็นเพราะบรรดาวิศวกรเริ่มจับจุดและจับทางเทคโนโลยีพวกนี้ได้ถูกทางแล้ว เพราะเจ้า RS5 คันนี้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดและอุปสรรคอันหลากหลาย พร้อมทั้งผสมผสานทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวและประสบความสำเร็จมากกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในตลาดส่วนใหญ่แทนที่จะนั่งกุมขมับและถอดใจกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเป็นภาระ ทีมพัฒนา RS ของ Audi พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการหยิบเอาข้อดีที่ระบบไฮบริดมาต่อยอดและลุยไปข้างหน้าอย่างสุดตัว ต่อให้มันจะถูกขยี้คันเร่งหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม ระบบกระจายแรงบิด Torque Vectoring จะจัดการพาตัวรถหลุดพ้นจากอุปสรรคและสาดผ่านโค้งได้อย่างเฉียบคมแบบไร้ที่ติ จริงอยู่ว่ามันอาจจะเป็นรถที่น้ำหนักเยอะขัดใจสายซิ่งที่เน้นการไล่เบา แต่อาการและระบบไดนามิกของมันกลับมีมิติ มีความตื้นลึกหนาบางครบถ้วน แฝงไปด้วยคาแรกเตอร์ความดิบดุดันที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง .อาคม รวมสุวรรณE-Mail chang.arcom@thairath.co.thFacebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/