เงินเข้าแล้ว 1,000 บาทแรก! ซื้ออะไรได้บ้าง-ห้ามซื้ออะไร เช็กเงื่อนไขก่อนโดนยึดสิทธิ
“ไทยช่วยไทยพลัส” เงินเข้าแล้ว 1,000 บาทแรก ซื้ออะไรได้บ้าง-ห้ามซื้ออะไร เช็กเงื่อนไขก่อนโดนยึดสิทธิ
สรุปสั้น
“ไทยช่วยไทยพลัส” เงินเข้าแล้ว 1,000 บาทแรก ซื้ออะไรได้บ้าง-ห้ามซื้ออะไร เช็กเงื่อนไขก่อนโดนยึดสิทธิ
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ เงินเข้าแล้ว 1,000 บาทแรก! ซื้ออะไรได้บ้าง-ห้ามซื้ออะไร เช็กเงื่อนไขก่อนโดนยึดสิทธิ (70%)
รายละเอียด
เงินเข้าแล้ว 1,000 บาทแรก! ซื้ออะไรได้บ้าง-ห้ามซื้ออะไร เช็กเงื่อนไขก่อนโดนยึดสิทธิ
“ไทยช่วยไทยพลัส” เงินเข้าแล้ว 1,000 บาทแรก ซื้ออะไรได้บ้าง-ห้ามซื้ออะไร เช็กเงื่อนไขก่อนโดนยึดสิทธิ
หลังจากที่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้เปิดให้ประชาชนกดรับสิทธิเข้าร่วม ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรัฐช่วยจ่ายคนละครึ่ง (60/40) เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน จำนวน 30 ล้านสิทธิ
โดยได้เปิดให้ใช้จ่ายได้ในวันนี้ (1 มิถุนายน 2569) เป็นวันแรก โดยเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป โดยสามารถซื้อสินค้าได้ดังนี้
สินค้าที่ร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส
ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP สินค้าทั่วไป บริการขนส่งสาธารณะ
สินค้าที่ไม่ร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส
ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ ร้านทำผม สินค้าสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด บริการรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า
ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ต้องเติมเงินแต่ละครั้งเท่าไร
เนื่องจากรัฐบาลจำกัดสิทธิการใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน หรือสูงสุด ตามวงเงินสิทธิ (คนละ 1,000 บาท/เดือนสูงสุด 4,000 บาท ตลอดระยะเวลาโครงการ)
รัฐบาลช่วยจ่าย 60% เป็นเงิน 60 บาท ประชาชนจ่ายเอง 40% เป็นเงิน 40 บาท
รัฐบาลช่วยจ่าย 60% เป็นเงิน 120 บาท ประชาชนจ่ายเอง 40% เป็นเงิน 80 บาท
ถ้าในเดือนนั้นรัฐช่วยจ่ายให้คุณ 1,000 บาท ประชาชนจะต้องควักเงินจ่ายเองเพิ่มอีก 666.67 บาท หรือ 667 บาท โดยประมาณ เท่ากับว่า ตลอดทั้งเดือน เราจะใช้จ่ายได้ประมาณ 1,667 บาท
ยอดรวมทั้งโครงการ รัฐช่วย 4,000 บาทตลอดโครงการ แปลว่า ประชาชนสามารถมียอดซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการได้ถึง 6,666.67 บาท หรือประมาณ 6,667 บาท แต่ประชาชนจ่ายเงินเองจริงๆ แค่ 2,666.67 บาท หรือ 2,667 บาท เท่านั้น
วิธีใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)
ขั้นตอนแสกนจ่ายเงิน ผ่านแอปฯ เป๋าตัง
เปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไปที่เมนู G-Wallet เลือกแบนเนอร์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) แจ้งร้านค้าว่า “จ่ายเงินด้วยไทยช่วยไทยพลัส” จากนั้นจะให้ QR Code สำหรับจ่ายเงิน กดที่ปุ่ม “สแกนเพื่อใช้สิทธิ” แล้วเล็งมือถือไปยัง QR Code ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตรวจสอบยอดเงินที่ต้องชำระ (ระบบจะคำนวณสัดส่วนการจ่ายแบบ 60:40 โดยอัตโนมัติ) กดปุ่ม ยืนยันเพื่อยืนยันการชำระเงิน (หากยอดเงินคงเหลือไม่เพียงพอ ให้เติมเงินเข้า G-Wallet) ใส่รหัส PIN 6 หลัก เพื่อทำรายการให้เสร็จสมบูรณ์
กรณีซื้ออาหาร/เครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี)
การใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีจะต้องเป็นการซื้อขายสินค้าเฉพาะประเภทอาหาร/เครื่องดื่มโดยประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการฯ เท่านั้น รัฐจะสนับสนุนเงินในส่วนค่าอาหาร/เครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมค่าจัดส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ใช้สิทธิตามโครงการเพื่อสั่งอาหาร/เครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่ 06.00 - 21.00 น. ของทุกวัน ห้ามมีการรับหรือเรียกเงินทอนเป็นเงินสด หรือประโยชน์รูปแบบอื่นนอกจากการสั่งอาหาร/เครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ไม่ว่ากรณีใด การซื้อ-ขายอาหาร/เครื่องดื่มผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีจะต้องเป็นการซื้อ-ขายกันจริง โดยผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้อยู่สถานที่เดียวกันหรือเป็นบุคคลเดียวกัน.
อ้างอิง www.ไทยช่วยไทยพลัส.th