สังคม

หมอชี้ การติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ตับ" มีผลระยะยาว หากตรวจพบ ไม่ใช่ถ่ายพยาธิแล้วจบ

"ผศ.นพ.สุรัตน์" เผยการติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ในตับ" อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ "มะเร็งท่อน้ำดี" ชี้มีการรักษา แต่คนมักติดเชื้อซ้ำ เพราะพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม ย้ำไม่ใช่ถ่ายพยาธิแล้วจบ

หมอชี้ การติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ตับ" มีผลระยะยาว หากตรวจพบ ไม่ใช่ถ่ายพยาธิแล้วจบ
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

"ผศ.นพ.สุรัตน์" เผยการติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ในตับ" อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ "มะเร็งท่อน้ำดี" ชี้มีการรักษา แต่คนมักติดเชื้อซ้ำ เพราะพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม ย้ำไม่ใช่ถ่ายพยาธิแล้วจบ

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

หมอชี้ การติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ตับ" มีผลระยะยาว หากตรวจพบ ไม่ใช่ถ่ายพยาธิแล้วจบ (70%)

รายละเอียด

หมอชี้ การติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ตับ" มีผลระยะยาว หากตรวจพบ ไม่ใช่ถ่ายพยาธิแล้วจบ

"ผศ.นพ.สุรัตน์" เผยการติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ในตับ" มีผลในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ "มะเร็งท่อน้ำดี" ชี้มีการรักษา แต่คนมักติดเชื้อซ้ำ เพราะพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม แนะ 5 ข้อปฏิบัติหากตรวจพบ ย้ำไม่ใช่ถ่ายพยาธิแล้วจบ

วันที่ 7 ก.ค. 2569 กำลังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากสำหรับข่าวการติดเชื้อ "พยาธิใบไม้ตับ" หลังจากที่ สสจ.มหาสารคาม ได้นำเสนอถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ จ.มหาสารคาม พบว่า จากการตรวจคัดกรองประชาชนในพื้นที่ไปจำนวน 20,000 คน พบว่ามีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 11%

ในขณะที่มีการตรวจคัดกรองนักศึกษาใหม่ที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2569 โดยมีการตรวจนิสิตใหม่ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 12,700 กว่าคน พบว่ามีคนติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับมากถึง 4,233 คน คิดเป็น 33% ในขณะที่มีการตรวจคัดกรองนักศึกษาใหม่ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จำนวน 1,922 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจำนวน 380 ราย หรือคิดเป็น 19% ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ซึ่งทางด้าน ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็โพสต์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า พบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับในนักศึกษา 4,000 คน ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มันมหากาพย์ของการติดเชื้อเลยครับ คือนี่ไม่ใช่แค่เรื่องปลาดิบ แต่คือภาพอนาคตของมะเร็งท่อน้ำดีต่างหาก

ใครตามข่าววันนี้ ...

มีการตรวจคัดกรองนิสิตใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 12,733 คน พบติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ 4,233 คน หรือประมาณ 33% และในมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามตรวจ 1,922 คน พบ 380 คน หรือประมาณ 19% โรคนี้เกี่ยวข้องกับ Opisthorchis viverrini ซึ่ง IARC จัดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ในมนุษย์ และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งท่อน้ำดี

ตัวเลขนี้น่าตกใจ แต่สิ่งที่น่าคิดกว่านั้นคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากเป็น "คนรุ่นใหม่" เป็น นักศึกษา (แต่ต้องดูว่า ตรวจด้วยวิธีอะไร ความไวแค่ไหน จำเพาะแค่ไหนด้วยครับ)

สมัยก่อน เราคิดว่า โรคพยาธิใบไม้ในตับเป็นโรคของคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย คนที่มักกินก้อยปลา ปลาส้มดิบ ลาบปลาดิบ หรืออาหารพื้นบ้านดิบ ๆ มาแล้ว Gen Z

มารู้กันก่อน พยาธิใบไม้ในตับคืออะไร

พยาธิใบไม้ในตับที่พบบ่อยในไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน คือ Opisthorchis viverrini คนมักติดเชื้อจากการกินปลาน้ำจืดเกล็ดขาวแบบดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อยปลา ลาบปลา ปลาส้มดิบ หรือเมนูที่ความร้อนไม่พอ

เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกาย มันจะไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ไม่ใช่แค่ "อยู่เฉย ๆ" แต่มันทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง การระคายเคืองของท่อน้ำดี และในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งท่อน้ำดี

นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง "ถ่ายพยาธิแล้วจบ" เพราะผลระยะยาวมันน่ากลัว เพราะมันไม่มีอาการ เลยยิ่งน่ากลัว

ระยะแรก ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ อาจมีแน่นท้อง ท้องอืด ปวดชายโครงขวา อาหารไม่ย่อย หรืออ่อนเพลีย ซึ่งเป็นอาการทั่วไป ไม่เอะใจ

ไม่มีอาการเนี่ยน่ากลัว เพราะมันอักเสบเงียบ ๆ ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ มะเร็งท่อน้ำดี เงียบ ๆ แต่เจอแล้ว มะเร็งเลย

มะเร็งท่อน้ำดีเป็นโรคที่น่ากลัว เพราะมักตรวจพบช้า อาการเริ่มแรกไม่ชัด และเมื่อมีตัวเหลือง ตาเหลือง น้ำหนักลด หรือปวดท้องมาก โรคอาจลุกลามไปมากแล้ว

ข่าวดี คือมีการรักษา ข่าวร้ายคือ มักติดเชื้อซ้ำ เพราะพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม โรคพยาธิใบไม้ในตับรักษาได้ โดยยาหลักที่ใช้คือ praziquantel ซึ่งเป็นยาถ่ายพยาธิที่มีประสิทธิภาพมาก

แต่ถ้ารักษาแล้วกลับไปกินปลาดิบอีก ก็กลับมาติดใหม่ได้ และการติดซ้ำ ๆ คือปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงระยะยาวไม่หายไป สุดท้าย ก็มะเร็ง

มาดู เมื่อตรวจพบเชื้อแล้วทำอย่างไร

1. รับการรักษาตามระบบที่มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานสาธารณสุขจัดให้

2. งดกินปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ อย่างเด็ดขาด

3. คนในครอบครัวหรือชุมชนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรได้รับการตรวจด้วย

4. ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดชายโครงขวา น้ำหนักลด คันตามตัว หรือเบื่ออาหารเรื้อรัง ควรพบแพทย์

5. อย่าซื้อยาถ่ายพยาธิกินเองซ้ำ ๆ โดยไม่ตรวจ เพราะอาจทำให้เข้าใจผิดว่า "กินยาแล้วปลอดภัย" ทั้งที่พฤติกรรมเสี่ยงยังเหมือนเดิม

ในวัฒนธรรมของความอร่อย มันก็จะเสี่ยง เพราะสุขอนามัย มันสำคัญ

นี่ ตรวจแค่นี้ นะครับ หากตรวจคนมากกว่านี้ ก็ไม่อยากคิดว่า จะติดกันไปมากเท่าไหร่ และเด็กกว่านี้ติดด้วยไหม

ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus