เทคโนโลยี

"พิพัฒน์" นำทีมคมนาคมเยือนรัสเซีย ดันเทคโนโลยีระบบรางยกระดับรถไฟไทย

รมว.คมนาคม นำทีมเยือนรัสเซีย หารือสถาบัน VNIIZHT ต่อยอด MOU ด้านระบบราง มุ่งพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี หวังสร้างอุตสาหกรรมรถไฟไทยให้เข้มแข็ง

"พิพัฒน์" นำทีมคมนาคมเยือนรัสเซีย ดันเทคโนโลยีระบบรางยกระดับรถไฟไทย
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

รมว.คมนาคม นำทีมเยือนรัสเซีย หารือสถาบัน VNIIZHT ต่อยอด MOU ด้านระบบราง มุ่งพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี หวังสร้างอุตสาหกรรมรถไฟไทยให้เข้มแข็ง

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

"พิพัฒน์" นำทีมคมนาคมเยือนรัสเซีย ดันเทคโนโลยีระบบรางยกระดับรถไฟไทย (70%)

รายละเอียด

"พิพัฒน์" นำทีมคมนาคมเยือนรัสเซีย ดันเทคโนโลยีระบบรางยกระดับรถไฟไทย

"พิพัฒน์" นำทีมกระทรวงคมนาคมเยือนรัสเซีย หารือสถาบัน VNIIZHT ต่อยอด MOU ไทย-รัสเซีย มุ่งแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระบบราง พัฒนาคนและนวัตกรรม หวังยกระดับความปลอดภัย ลดพึ่งพาต่างชาติ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เข้าพบนายมิคาอิล เมเคดอฟ (Mikhail Mekhedov) รองผู้อำนวยการ All-Russian Scientific Research Institute of Railway Transport (VNIIZHT) และคณะผู้บริหารสถาบัน ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ด้านระบบราง พร้อมผลักดันความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านคมนาคมระหว่างไทย–รัสเซีย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับปฏิบัติ

นายพิพัฒน์ กล่าวขอบคุณผู้บริหาร VNIIZHT ที่ให้การต้อนรับ พร้อมระบุว่า สถาบันแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถาบันวิจัยด้านระบบรางที่มีชื่อเสียงของรัสเซีย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1918 และมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของประเทศมากว่าศตวรรษ ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอาณัติสัญญาณและควบคุมการเดินรถ เทคโนโลยีรถล้อเลื่อน การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบราง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรางในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร และอุตสาหกรรมระบบรางควบคู่กัน

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้จะต้องต่อยอดไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเทศไทยต้องการเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยี ประสบการณ์ และมาตรฐานที่รัสเซียสั่งสมมาอย่างยาวนาน เพื่อนำมาคัดเลือกและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการนำเข้าเทคโนโลยี แต่คือการสร้างศักยภาพของบุคลากรไทย เพื่อให้สามารถพัฒนา ดูแล และต่อยอดเทคโนโลยีระบบรางได้ด้วยตนเองในอนาคต ก่อนเข้าหารือกับผู้บริหาร VNIIZHT ได้ทดลองใช้บริการรถไฟใต้ดินกรุงมอสโกด้วยตนเอง เพื่อศึกษาระบบการให้บริการจากมุมมองของผู้โดยสาร ตั้งแต่การใช้งานตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ การใช้บัตร Troika Card ระบบแตะเข้า–ออก การให้ข้อมูลผู้โดยสาร ตลอดจนการเชื่อมต่อและเปลี่ยนเส้นทางระหว่างสาย

นอกจากนี้คณะได้เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินสาย Sokolnicheskaya ก่อนเปลี่ยนขบวนที่สถานี Komsomolskaya บนเส้นทาง Circle Line ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมากและเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟหลักของกรุงมอสโก โดยได้ศึกษาการออกแบบพื้นที่ การจัดระบบสัญจร และการบริหารจัดการผู้โดยสารภายในสถานีขนาดใหญ่ ก่อนเดินทางต่อไปยังสถานี Park Pobedy ซึ่งตั้งอยู่ลึกจากระดับพื้นดินประมาณ 84 เมตร เพื่อศึกษาการบริหารสถานีใต้ดินระดับลึก ทั้งระบบบันไดเลื่อนระยะยาว ระบบระบายอากาศ มาตรการด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการผู้โดยสาร

นายพิพัฒน์กล่าวว่า การได้ทดลองใช้ระบบจริงทำให้เห็นว่า ระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรถหรือสถานีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบประสบการณ์การเดินทางทั้งหมด ตั้งแต่การซื้อตั๋ว การเข้าถึงสถานี การเปลี่ยนสาย การให้ข้อมูลการเดินทาง ไปจนถึงมาตรการด้านความปลอดภัย ซึ่งสิ่งที่ประเทศไทยจะนำมาปรับใช้จะต้องช่วยให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดจากการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค ซึ่งมีบุคลากรด้านวิศวกรรม ผู้ผลิตชิ้นส่วน และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง โดยภาครัฐและหน่วยงานด้านระบบรางควรเป็นกลไกสำคัญในการสร้างองค์ความรู้และความต้องการของตลาด ก่อนเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

สำหรับแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซีย จะเริ่มจากการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยและพัฒนาร่วมกัน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ การพัฒนามาตรฐานและระบบการทดสอบ การซ่อมบำรุง การสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการผลิตหรือประกอบรถล้อเลื่อนในประเทศไทยในระยะยาว เพื่อสร้างอุตสาหกรรมระบบรางที่เข้มแข็งของประเทศ

นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของกระทรวงคมนาคม คือการคัดเลือกองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพื่อนำมายกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบราง ควบคู่กับการสร้างคน สร้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้การลงทุนด้านระบบรางสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน

ด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นการนำกรอบความร่วมมือภายใต้ MOU ระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทยและรัสเซียมาต่อยอดสู่การดำเนินงานจริง โดยฝ่ายรัสเซียพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากการพัฒนาระบบรถไฟมายาวนาน โดยเฉพาะด้านการบริหารรถล้อเลื่อน การซ่อมบำรุง การกำกับมาตรฐานและความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัย

นายชยธรรม์กล่าวว่า ความร่วมมือที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ในระยะสั้น คือการพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรม โดยรัสเซียมีมหาวิทยาลัยและสถาบันด้านคมนาคมถึง 19 แห่ง ขณะที่ Russian University of Transport มีองค์ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกรรมรถไฟ รถล้อเลื่อน สะพาน อุโมงค์ ระบบอาณัติสัญญาณ เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สำหรับระบบขนส่ง ซึ่งประเทศไทยเสนอให้ความร่วมมือครอบคลุมทั้งนักศึกษา วิศวกร นักวิจัย บุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เพื่อเริ่มต้นจากการพัฒนาคน ก่อนต่อยอดสู่การวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ดำเนินความร่วมมือในรูปแบบ Expert-to-Expert Cooperation โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานไทยนำโจทย์ปัญหาจริงไปหารือกับผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียผ่านระบบออนไลน์ในแต่ละสาขา เพื่อให้ความร่วมมือเดินหน้าต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอการประชุมระดับรัฐมนตรี หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือระบบวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่อโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และข้อมูลด้านอุทกวิทยา เพื่อประเมินพื้นที่หรือสถานีรถไฟที่มีความเสี่ยงระบบดังกล่าวสามารถแจ้งเตือนเมื่อค่าต่าง ๆ มีแนวโน้มเข้าสู่ระดับวิกฤต พร้อมระบุพื้นที่เสี่ยง แจ้งผู้รับผิดชอบ และเชื่อมโยงไปสู่แนวทางปฏิบัติ ตั้งแต่การตรวจสอบโครงสร้าง การจำกัดความเร็วของขบวนรถ ไปจนถึงการพิจารณาหยุดเดินรถในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย

นายชยธรรม์กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพที่จะนำมาศึกษาร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานวิจัยของไทย เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ โดยเฉพาะการรับมือความเสี่ยงจากฝนตกหนักและอุทกภัย หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศเข้ากับข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานได้ จะช่วยให้หน่วยงานสามารถรับรู้ความเสี่ยงได้รวดเร็ว แจ้งเตือนได้ทันท่วงที และตัดสินใจด้านการเดินรถได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ VNIIZHT ยังมีศักยภาพด้านการวิจัย การกำหนดข้อกำหนดทางเทคนิค การทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนามาตรฐานระบบราง โดยเฉพาะความสามารถในการทดสอบรถล้อเลื่อนและเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง รวมถึงแท่นทดสอบระบบเบรกที่รองรับความเร็วมากกว่า 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งนับเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาศึกษาเพื่อพัฒนาระบบมาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองเทคโนโลยีระบบรางของประเทศในอนาคต

นายชยธรรม์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการรถไฟแห่งประเทศไทยและสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือในแต่ละด้านให้ชัดเจน และผลักดันผลการหารือครั้งนี้ไปสู่แผนงานที่สามารถดำเนินการได้จริง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับระบบรางของไทยให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว.

อ่านข่าว " นโยบายรัฐ " เพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus