สังคม

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

อิตาลีค้นพบซากเรือการค้าสมัยโรมันโบราณอายุกว่า 2,000 ปี ความยาว 21 เมตร จมอยู่ใต้ทะเลลึก 46 เมตร นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี เผยสภาพสมบูรณ์ บรรทุกไหดินเผาโบราณ "แอมโฟรา" หลายร้อยใบ

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

อิตาลีค้นพบซากเรือการค้าสมัยโรมันโบราณอายุกว่า 2,000 ปี ความยาว 21 เมตร จมอยู่ใต้ทะเลลึก 46 เมตร นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี เผยสภาพสมบูรณ์ บรรทุกไหดินเผาโบราณ "แอมโฟรา" หลายร้อยใบ

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี (70%)

รายละเอียด

อิตาลีพบซากเรือโรมันอายุกว่า 2,000 ปี นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี

นักดำน้ำและตำรวจสายตรวจมรดกทางวัฒนธรรมอิตาลี ค้นพบซากเรือการค้าสมัยโรมันโบราณอายุกว่า 2,000 ปี ความยาว 21 เมตร จมอยู่ใต้ทะเลลึก 46 เมตร นอกชายฝั่งเกาะซิซิลี เผยสภาพสมบูรณ์ บรรทุกไหดินเผาโบราณ "แอมโฟรา" หลายร้อยใบ รัฐมนตรีวัฒนธรรมอิตาลียกเป็นหนึ่งในการค้นพบทางโบราณคดีใต้น้ำครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายปี

นักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญของอิตาลีค้นพบซากเรือโรมันโบราณใต้ทะเลนอกชายฝั่งเมืองมาซารา เดล วัลโล ทางตะวันตกของเกาะซิซิลี โดยคาดว่าซากเรือมีอายุมากกว่า 2,000 ปี และอาจอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 2 หรือศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล

ซากเรืออยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 3 ไมล์ทะเล และจมอยู่ที่ความลึกราว 46 เมตร เจ้าหน้าที่ประเมินว่าซากเรือมีความยาวประมาณ 21 เมตร และกว้าง 6 เมตร ภายในเรือพบแอมโฟรา หรือภาชนะดินเผาทรงสูงสำหรับบรรจุสินค้าในยุคโบราณหลายร้อยใบ โดยส่วนใหญ่เป็นแอมโฟราประเภท Dressel 1A ซึ่งเชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้า เช่น ไวน์ น้ำมันมะกอก และธัญพืช

นอกจากนี้ ยังพบแท่งยึดสมอเรือที่ทำจากตะกั่ว 2 ชิ้น รวมถึงโครงสร้างอีกชิ้นหนึ่งที่ทำจากวัสดุชนิดเดียวกัน ทำให้การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาการเดินเรือและการค้าทางทะเลในสมัยโรมัน

อเลสซานโดร จูลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอิตาลี ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่าเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีใต้น้ำที่สำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พร้อมแสดงความชื่นชมหน่วยงานคาราบินิเอรีและสำนักงานโบราณคดีทางทะเลของแคว้นซิซิลีที่ร่วมกันดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ

จูลีระบุว่า ทะเลยังคงส่งคืนชิ้นส่วนอันล้ำค่าของประวัติศาสตร์ให้มนุษย์ และซากเรือที่มาซารา เดล วัลโล กำลังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน เส้นทางเดินเรือ และการแลกเปลี่ยนสินค้าที่ทำให้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกลายเป็นจุดบรรจบของอารยธรรม พร้อมย้ำว่าจะมีการศึกษาต่อไปเพื่อเปิดเผยประวัติความเป็นมาของเรือและนำองค์ความรู้ดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณชน

การค้นพบเกิดขึ้นหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน ประกอบด้วยหน่วยคาราบินิเอรีเพื่อการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมในเมืองปาแลร์โม หน่วยโบราณคดีทางทะเลของแคว้นซิซิลี และหน่วยนักดำน้ำคาราบินิเอรีจากเมืองเมสซีนา โดยได้รับการสนับสนุนจากเรือตรวจการณ์ของคาราบินิเอรีจากเมืองตราปานี

ด้านจาโกโม เด โมลา ชาวประมงและนักดำน้ำอิสระ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพบซากเรือ เล่าว่า ขณะสำรวจพื้นทะเล เขาสังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่บนเครื่องสแกนและคิดว่าอาจเป็นก้อนหิน จึงตัดสินใจดำน้ำลงไปตรวจสอบ แต่เมื่อเข้าใกล้กลับพบว่าไม่ใช่ก้อนหิน หากเป็นซากเรือโบราณที่เต็มไปด้วยแอมโฟราจำนวนมาก

เด โมลา ระบุว่า นี่เป็นการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดในชีวิต และเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายความรู้สึกของการได้เป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกในรอบเกือบ 20 ศตวรรษที่ได้เห็นสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ภาพจากใต้ทะเลยังเผยให้เห็นปลาไหล ปลากะพง และสิ่งมีชีวิตทางทะเลจำนวนมากอาศัยอยู่ท่ามกลางภาชนะดินเผา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครองและมีมาตรการด้านความปลอดภัยระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยผู้เชี่ยวชาญจะจัดทำเอกสารและศึกษาบริบททางโบราณคดี เพื่อระบุรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเรือ เส้นทางการเดินเรือ และสินค้าที่บรรทุกมา

ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถือเป็นแหล่งสำคัญของซากเรือโบราณ โดยในปี 2023 มีการค้นพบซากเรือที่มีอายุอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 1 หรือ 2 ก่อนคริสตกาล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโรม และพบแอมโฟราหลายร้อยใบเช่นเดียวกัน ส่วนในปี 2018 มีการค้นพบเรือสินค้ากรีกอายุกว่า 2,400 ปี นอนอยู่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งบัลแกเรีย ซึ่งในขณะนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นซากเรือโบราณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

การค้นพบซากเรือครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังอิตาลีประกาศการค้นพบทางธรณีวิทยาครั้งสำคัญอีกแห่งหนึ่งนอกชายฝั่งซิซิลี โดยนักวิจัยพบปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลใกล้เกาะปานาเรีย ในหมู่เกาะเอโอเลียน รวมถึงพบปล่องไฮโดรเทอร์มอล หรือช่องระบายความร้อนใต้พิภพแห่งใหม่ที่ปล่อยก๊าซออกมาจากพื้นทะเล

โครงสร้างดังกล่าวอยู่ห่างจากเกาะปานาเรียไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1 ไมล์ทะเล ที่ระดับความลึกราว 60-80 เมตร ตัวปล่องมีขนาดประมาณ 100 เมตร คูณ 60 เมตร การค้นพบนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาระบบภูเขาไฟใต้ทะเลของพื้นที่ได้ละเอียดขึ้น และอาจช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของเกาะปานาเรียในอนาคต.

ที่มา BBC / euronews

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus