สังคม

เจาะลึก Autobahn จากสนามทดลอง สู่ตำนานไฮเวย์ไร้ขีดจำกัดความเร็วของโลก

กำเนิดและพัฒนาการของถนน "ออโต้บาล์น" (Autobahn) ย้อนรอย 100 ปี ถนนที่ไม่ได้มีดีแค่ 'ความเร็ว' รากฐานอินฟราสตรัคเจอร์เปลี่ยนโลก ตำนานทางหลวงเยอรมัน วินัยจราจร และอิสรภาพความเร็ว

เจาะลึก Autobahn จากสนามทดลอง สู่ตำนานไฮเวย์ไร้ขีดจำกัดความเร็วของโลก
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

กำเนิดและพัฒนาการของถนน "ออโต้บาล์น" (Autobahn) ย้อนรอย 100 ปี ถนนที่ไม่ได้มีดีแค่ 'ความเร็ว' รากฐานอินฟราสตรัคเจอร์เปลี่ยนโลก ตำนานทางหลวงเยอรมัน วินัยจราจร และอิสรภาพความเร็ว

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

เจาะลึก Autobahn จากสนามทดลอง สู่ตำนานไฮเวย์ไร้ขีดจำกัดความเร็วของโลก (70%)

รายละเอียด

จุดเริ่มต้นและการขยายตัวยุคแรกทางหลวงสำหรับรถยนต์ (Motorway) สายแรกของโลก ถูกสร้างขึ้นในกรุงเบอร์ลินระหว่างปี ค.ศ. 1913 ถึง 1921 ในชื่อ AVUS (Automobil-Verkehrs- und Übungsstraße) เป็นทางหลวงทดลองความยาว 19 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเบอร์ลิน โดยมีช่องจราจรกว้าง 8 เมตรสองฝั่ง แยกด้วยเกาะกลางกว้าง 9 เมตร และถูกใช้เป็นสนามแข่งขันรถยนต์ด้วย ซึ่งบางโอกาสในปัจจุบันก็ยังคงมีการใช้งานอยู่ต่อมาในทศวรรษ 1920 อิตาลีได้เริ่มสร้างทางด่วนขึ้นหลายสาย ส่งผลให้เยอรมนีเดินหน้าสร้าง "ถนนสำหรับรถยนต์เท่านั้น" ตามมา โดยเปิดใช้งานเส้นทางดึสเซลดอร์ฟ–ออพลาเดน ในปี 1929 และเส้นทางโคโลญจน์–บอนน์ ในปี 1932 ช่วงต้นทศวรรษ 1930 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้เข้ามาผลักดันโครงการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อแนวเหนือ–ใต้ และตะวันออก–ตก โดยมองเห็นประโยชน์ทั้งด้านการโฆษณาชวนเชื่อ ประโยชน์ทางทหาร และการจ้างงาน เกิดเป็นทางหลวง ไรช์สเอาโทบาน (Reichsautobahnen) สายแรกที่เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 1935 ระหว่างแฟรงก์เฟิร์ตและดาร์มสตัดท์ จนเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงข่ายออโต้บาล์นมีความยาวรวมอยู่ที่ 2,128 กิโลเมตร การฟื้นฟูและการเติบโตหลังสงครามหลังสงคราม การก่อสร้างเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี 1953 โดยเพิ่มระยะทางอีก 144 กิโลเมตรภายในปี 1958 รวมเป็น 2,272 กิโลเมตร จากนั้นตั้งแต่ปี 1959 เป็นต้นมา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตก) ได้เร่งขยายระบบ บุนเดสเอาโทบาน (Bundesautobahnen) ผ่านแผนพัฒนาสี่ปีต่อเนื่อง ส่งผลให้ระยะทางเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด:ปี 1964: 3,076 กิโลเมตรปี 1970: 4,110 กิโลเมตรปี 1973: 5,258 กิโลเมตรปี 1976: 6,207 กิโลเมตรปี 1979: 7,029 กิโลเมตรปี 1984: 8,080 กิโลเมตรปี 1990: ขยายตัวเกิน 8,800 กิโลเมตร ตามแผนพัฒนาห้าปีที่ตั้งเป้าให้มีทางเข้าออโต้บาล์นภายในระยะ 10 กิโลเมตรจากทุกจุดในประเทศการรวมชาติและการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเมื่อเกิดการรวมประเทศเยอรมนีในปี 1989–1990 สภาพของออโต้บาล์นฝั่งเยอรมนีตะวันออกแทบไม่ต่างจากปี 1945 คือขาดไหล่ทาง ป้ายจราจรไม่เพียงพอ โทรศัพท์ฉุกเฉินตรงเกาะกลางใช้งานไม่ได้ และจุดพักรถทรุดโทรม ต่างจากฝั่งเยอรมนีตะวันตกที่มีช่องจราจรกว้าง 3.75 เมตร มีไหล่ทาง แผงกั้นกันชน โทรศัพท์ฉุกเฉินที่พร้อมใช้งาน และจุดบริการที่สมบูรณ์แบบรัฐบาลกลางจึงต้องชะลอการขยายเส้นทางใหม่เพื่อทุ่มงบประมาณปรับปรุงฝั่งตะวันออก ผ่าน "โครงการการขนส่งเพื่อความเป็นเอกภาพของเยอรมนี" (German Unity Transport Projects)ปี 1992: หลังรวมโครงข่ายฝั่งตะวันออก ระยะทางรวมพุ่งขึ้นเป็นเกือบ 11,000 กิโลเมตรปี 2001: เพิ่มขึ้นเป็น 11,712 กิโลเมตรปี 2004: ขยายเป็น 12,044 กิโลเมตร โดยโครงการปรับปรุงเสร็จสิ้นไปกว่าสองในสาม (บูรณะและสร้างใหม่ราว 850 กิโลเมตร) ปัจจุบัน โครงข่ายออโต้บาล์นของเยอรมนีมีความยาวรวมประมาณ 12,000 กิโลเมตร (7,565 ไมล์) ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งหากเปรียบเทียบตามอัตราส่วนพื้นที่ สหรัฐฯ ที่ใหญ่กว่าเยอรมนี 25 เท่า จะต้องมีทางหลวงยาวถึง 1.8 ล้านกิโลเมตร จึงจะมีความหนาแน่นเท่ากับเยอรมนี เอกลักษณ์ ข้อกำหนด และความปลอดภัยการไม่จำกัดความเร็ว (No Blanket Speed Limit) ออโต้บาล์นมีชื่อเสียงระดับโลกจากการไม่จำกัดความเร็วสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในหลายช่วง ซึ่งไม่ได้ส่งผลเสียต่อความปลอดภัย เนื่องจากผู้ขับขี่ผ่านการอบรมวินัยจราจรอย่างเข้มงวดก่อนสอบใบขับขี่ ประกอบกับทักษะการควบคุมรถและสภาพการจราจร ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่สั้นลงข้อกำหนดด้านความเร็วขั้นต่ำ เยอรมนีและออสเตรีย: อนุญาตเฉพาะยานพาหนะที่ทำความเร็วได้ไม่น้อยกว่า 60 กม./ชม. สวิตเซอร์แลนด์: ต้องทำความเร็วได้ไม่น้อยกว่า 80 กม./ชม.มาตรฐานทางกายภาพ: มีช่องจราจรหลายเลนต่อทิศทาง แยกฝั่งด้วยแผงกั้น มีจุดเชื่อมต่อแบบทางต่างระดับวงแหวน และจำกัดประเภทยานพาหนะเข้าใช้งานเพื่อความปลอดภัยสูงสุด เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับ Autobahn 1 ไม่ใช่ทุกช่วงที่ขาซิ่งจะเหยียบจนมิดด้านได้แบบไม่จำกัดความเร็ว (Unlimited Speed) จริงๆ แล้วประมาณ 30% ของโครงข่ายออโต้บาล์นทั้งหมดมีการจำกัดความเร็วอย่างเข้มงวด (เช่น เขตชุมชน เขตก่อสร้าง ทางโค้งอันตราย หรือช่วงที่มีมลพิษทางเสียง)ส่วนพื้นที่เปิดว่าง จะใช้คำว่า Richtgeschwindigkeit หรือ "ความเร็วแนะนำ" ที่ 130 กม./ชม. หากขับเกินนี้แล้วเกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันอาจปฏิเสธการจ่ายค่าเสียหายบางส่วนหรือทั้งหมดเนื่องจากถือว่าผู้ขับยอมรับความเสี่ยงเอง 2. พื้นถนนหนากว่าทางหลวงทั่วไปถึง 2 เท่า ถนนออโต้บาล์นมีความหนาของชั้นคอนกรีตและแอสฟัลต์เฉลี่ย 50–80 เซนติเมตร (เทียบกับทางหลวงทั่วไปในหลายประเทศที่หนาเพียง 20–30 ซม.) เพื่อรองรับน้ำหนักบรรทุกหนัก และป้องกันไม่ให้พื้นผิวบิดตัวเมื่อเจอด้านอุณหภูมิที่แตกต่างรุนแรงในฤดูหนาวและฤดูร้อน 3. น้ำมันหมดบน Autobahn ถือว่าผิดกฎหมาย กฎหมายเยอรมันจราจรรุนแรงเรื่องการจอดรถบนออโต้บาล์นโดยไม่จำเป็น การปล่อยให้น้ำมันหมดหรือแบตเตอรี่ EV หมดกลางทาง ถือเป็นความประมาทของผู้ขับขี่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ล่วงหน้า และมีโทษปรับทันที 4. เครื่องบินรบใช้เป็นรันเวย์สำรอง (NLP - Notlandeplätze) ในช่วงสงครามเย็น ออโต้บาล์นหลายช่วงถูกออกแบบให้เป็น "ฉุกเฉินทางอากาศ" โดยเกาะกลางถนนจะเป็นปูนยกออกได้ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ และมีพื้นที่ลานกว้างข้างทางสำหรับจอดและเติมน้ำมันเครื่องบินเจ็ททหารแม้ภาพจำในอดีตของ Autobahn ในสายตาคนทั่วโลกคือสวรรค์ของพวกชอบขับเร็วที่กดมิดคันเร่งได้ตลอดสาย แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบัน เส้นทางช่วงที่เป็น No Speed Limit (หรือ No General Speed Limit) นั้น กำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักที่ทำให้พื้นที่ไร้ขีดจำกัดความเร็วบน Autobahn หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด มีดังนี้ความหนาแน่นของการจราจร ปริมาณรถยนต์บนถนนในเยอรมนีและรถทรานสิทที่วิ่งข้ามประเทศเพิ่มสูงขึ้นกว่ายุคก่อนมาก เมื่อรถแน่นขึ้น ความต่างของความเร็ว ระหว่างรถช้าในเลนขวาและรถเร็วในเลนซ้ายก็ยิ่งสร้างความเสี่ยง ทำให้ต้องมีการตั้งป้ายจำกัดความเร็วชั่วคราวหรือถาวรเพื่อความปลอดภัยจุดตัด ทางแยก และทางเชื่อม โครงข่าย Autobahn มีการขยายจุดเชื่อมต่อ (Autobahnkreuz / Anschlussstelle) มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับการเดินทางเข้า-ออกเมืองและเขตอุตสาหกรรม บริเวณจุดตัดเหล่านี้จำเป็นต้องบังคับลดความเร็วลงเหลือ 100–120 กม./ชม. เพื่อให้รถประสานเลนได้อย่างปลอดภัยระบบจัดการจราจรอัจฉริยะ ปัจจุบัน เยอรมนีนำป้ายดิจิทัลแปรผันมาใช้อย่างแพร่หลาย บนถนนเส้นเดียวกัน ในช่วงเช้าที่รถว่าง ป้ายอาจไม่แสดงตัวเลข (วิ่งได้ไม่จำกัด) แต่พอเริ่มสาย สภาพอากาศไม่ดี หรือมีอุบัติเหตุนำหน้า ระบบจะเปิดป้ายจำกัดความเร็วที่ 80, 100 หรือ 120 กม./ชม. ทันทีตามสภาพการจราจรขณะนั้นการซ่อมบำรุงและเขตก่อสร้าง ด้วยความที่ถนนถูกใช้งานหนักและมีอายุมาก การปิดเลนซ่อมบำรุงจึงเกิดขึ้นแทบจะตลอดทั้งปี บนช่วงถนนที่มีการซ่อมบำรุงจะถูกบีบความเร็วลงเหลือ 60–80 กม./ชม. เพื่อความปลอดภัยของช่างผู้ปฏิบัติงานกระแสการเมืองและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากปัจจัยทางกายภาพแล้ว แรงกดดันจากพรรคการเมืองฝั่งมลพิษ/สิ่งแวดล้อม เช่น พรรค Green และองค์กรความปลอดภัยในเยอรมนี พยายามผลักดันให้มีการกำหนดสปีดลิมิตคงที่ 120–130 กม./ชม. ทั่วประเทศ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและลดอัตราความรุนแรงของอุบัติเหตุ แม้จะยังไม่ถูกประกาศใช้เป็นกฎหมายครอบคลุมทั้งหมด แต่ก็ทำให้พื้นที่วิ่งอิสระลดลงอย่างมีนัยสำคัญทุกวันนี้ ไปขับรถทดสอบที่เยอรมันทีไร ช่วงที่สามารถกดคันเร่งได้อย่างเสรีจริงๆ จึงมักจะเหลืออยู่เฉพาะช่วงทางตรงยาวนอกเขตเมือง ในช่วงเวลาดึกหรือเช้าตรู่ที่ปริมาณรถเบาบางเท่านั้นครับ ถนนที่วิ่งได้แบบเต็มสปีดยาวๆ ในอดีตนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้วมีคำถามว่าแล้วในโลกใบนี้ยังมีถนนที่ไม่จำกัดความเร็วอีกกี่แห่ง?ปัจจุบัน ถนนสาธารณะที่เปิดให้วิ่งแบบไม่จำกัดความเร็ว หรือ No Speed Limit อย่างเป็นทางการ มีเหลือเพียงไม่กี่แห่งในโลก ได้แก่ Isle of Man (เกาะไอล์ออฟแมน - เขตปกครองตนเองของสหราชอาณาจักร ถนนนอกเขตเมือง/นอกชุมชน (Rural Roads) ทั้งหมดของเกาะ ไม่มีการจำกัดความเร็วสุทธิ ขับได้เท่าที่ทักษะและรถจะอำนวย จึงเป็นสรวงสวรรค์ของคนรักความเร็วและเป็นสถานที่จัดแข่งรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานอย่าง Isle of Man TTNorthern Territory (ดินแดนนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี - ออสเตรเลีย) เคยเปิดให้วิ่งไม่จำกัดความเร็วบนทางหลวง Stuart Highway ระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรผ่านทะเลทราย Out-back แต่ปัจจุบัน รัฐบาลจิงโจ้ได้นำป้ายจำกัดความเร็วที่ 130 กม./ชม. กลับมาใช้เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีทดสอบหรือกิจกรรมพิเศษบางช่วงก็ยังมีการเปิดทดลองเป็นระยะรัฐ Montana (สหรัฐอเมริกา) (ในอดีต) ในช่วงปี 1995–1999 รัฐมอนทานาเคยใช้กฎหมายกำหนดความเร็วในเวลากลางวันว่า "Reasonable and Prudent" (ขับด้วยความเร็วที่สมเหตุสมผลและระมัดระวัง) ซึ่งไม่มีตัวเลขจำกัด แต่ภายหลังศาลสูงของรัฐสั่งยกเลิกเพื่อความปลอดภัย และเปลี่ยนมากำหนดไว้ที่ 120-130 กม./ชม. ในปัจจุบันประเทศ อัฟกานิสถาน, เนปาล, เมียนมา หรือบางประเทศในแอฟริกา บางเส้นทางนอกเมืองหลวงไม่มีการตั้งป้ายจำกัดความเร็วหรือไม่มีกฎหมายควบคุมความเร็วที่ชัดเจน แต่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจให้เป็นไฮเวย์สายสปีดเหมือนเยอรมนี แต่เกิดจากความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและการบังคับใช้กฎหมาย จึงเกิดอุบัติเหตุขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน.อาคม รวมสุวรรณE-Mail chang.arcom@thairath.co.th Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus