สังคม

เตือนตรวจ HIV ด่วน! ใครเป็นผื่นรักษาไม่หาย เช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย

ผื่น HIV ระยะแรกมีลักษณะอย่างไร ขึ้นตรงไหน คันไหม และเกิดเมื่อไร? รู้จักอาการ HIV ทั้ง 3 ระยะ วิธีสังเกตสัญญาณเตือน การรักษา และข้อมูลที่ควรรู้จากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์

เตือนตรวจ HIV ด่วน! ใครเป็นผื่นรักษาไม่หาย เช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

ผื่น HIV ระยะแรกมีลักษณะอย่างไร ขึ้นตรงไหน คันไหม และเกิดเมื่อไร? รู้จักอาการ HIV ทั้ง 3 ระยะ วิธีสังเกตสัญญาณเตือน การรักษา และข้อมูลที่ควรรู้จากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

เตือนตรวจ HIV ด่วน! ใครเป็นผื่นรักษาไม่หาย เช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย (70%)

รายละเอียด

เตือนตรวจ HIV ด่วน! ใครเป็นผื่นรักษาไม่หาย เช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย

แม้การ ติดเชื้อ HIV  จะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญมาโดยตลอด แต่เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นบนร่างกาย โดยเฉพาะ " ผื่น " หลายคนมักเกิดความกังวลและเริ่มค้นหาข้อมูลว่า " ผื่น HIV มีลักษณะเป็นอย่างไร " เนื่องจากผื่นเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่อาจพบได้ในช่วงแรกของการติดเชื้อ

ทั้งนี้ ผื่นบนผิวหนังเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันการติดเชื้อ HIV ได้ เพราะผื่นที่มีลักษณะคล้ายกันอาจเกิดจากปัจจัยอื่นได้อีกหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการแพ้ยา การติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น หรือโรคผิวหนังทั่วไป หากมีผื่นขึ้นร่วมกับมีประวัติพฤติกรรมเสี่ยง การเข้ารับการตรวจเลือดคือวิธีเดียวที่แม่นยำที่สุดในการยืนยันผล

ทำความรู้จัก " HIV " คืออะไร ต่างจาก " โรคเอดส์ " อย่างไร

HIV (ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus) คือ เชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งมีหน้าที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ เมื่อเชื้อทำลายภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่องและไม่ได้รับการรักษา ร่างกายจะอ่อนแอลงจนเข้าสู่ภาวะโรคเอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นระยะที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคร้ายแรงหลายชนิด

ระวังไว้! HIV ติดต่อกันทางไหนได้บ้าง

เชื้อ HIV ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งบางชนิดที่มีปริมาณเชื้อเพียงพอ ได้แก่ เลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งในช่องคลอด สารคัดหลั่งทางทวารหนัก และน้ำนมแม่ โดยมีช่องทางการติดต่อหลัก ดังนี้

การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน  ทั้งทางช่องคลอดและทางทวารหนัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางปากที่อาจมีความเสี่ยงในบางกรณี โดยเฉพาะหากมีแผลหรือเลือดออก การใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์ที่มีเลือดปนเปื้อนร่วมกัน เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในการฉีดสารเสพติด การรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ แม้ปัจจุบันจะพบได้น้อยมาก เนื่องจากมีการคัดกรองเลือดอย่างเข้มงวด การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก เช่น ระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือผ่านการให้นมบุตร หากไม่ได้รับการรักษาและการดูแลที่เหมาะสม

รู้จักอาการ HIV มีกี่ระยะ แต่ละช่วงควรสังเกตอย่างไร

ระยะที่ 1 ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infection)

เป็นช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังได้รับเชื้อ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะมีอาการคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต เหงื่อออกตอนกลางคืน และผื่นแดงตามผิวหนัง อาการมักเป็นอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง

ระยะที่ 2 ระยะสงบ (Clinical Latency)

หลังจากอาการระยะแรกหายไป ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเข้าสู่ระยะที่แทบไม่มีอาการผิดปกติ ระยะนี้อาจกินเวลานาน 5-10 ปี แม้ร่างกายจะดูแข็งแรง แต่เชื้อ HIV ยังคงแบ่งตัวและทำลายภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ หากไม่ได้รับการรักษา

ระยะที่ 3 ระยะโรคเอดส์ (AIDS)

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง ร่างกายจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและโรคร้ายแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการน้ำหนักลดมาก ไข้เรื้อรัง ท้องเสียเรื้อรัง ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย แผลในช่องปาก ผื่นหรือตุ่มตามผิวหนัง รวมถึงโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ไขข้อสงสัย " ผื่น HIV ระยะแรก " มีลักษณะอย่างไร

ผื่น HIV มักพบในระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infection) ซึ่งเป็นช่วงประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ แม้บางรายอาจเริ่มมีอาการเร็วหรือช้ากว่านี้เล็กน้อย โดยเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อเชื้อไวรัส ซึ่งลักษณะของผื่นที่พบได้บ่อย ได้แก่

ผื่นแดงหรือชมพูขนาดเล็ก กระจายหลายตำแหน่ง ไม่ได้ขึ้นเฉพาะจุดเดียว มักพบที่ลำตัว หน้าอก หลัง คอ แขน และอาจพบที่ใบหน้า บางรายมีอาการคันเล็กน้อย แต่หลายคนอาจไม่คันเลย มักเกิดร่วมกับอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต และอ่อนเพลีย

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ผื่น HIV จะขึ้นตรงบริเวณไหนของร่างกาย?  โดยทั่วไปผื่นสามารถพบได้หลายตำแหน่ง แต่บริเวณที่พบได้บ่อย ได้แก่ หน้าอก, หลัง, ลำตัว, คอ, แขน และใบหน้า โดยลักษณะและตำแหน่งของผื่นอาจแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่สามารถใช้ตำแหน่งของผื่นเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัยโรคได้

ใครที่เป็นผื่นแดงมานาน รักษาไม่หาย หรือเคยมีประวัติเสี่ยง เตือนรีบไปตรวจหาเชื้อ HIV

อาการของผื่น HIV คันไหม

ผื่น HIV ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทุกคน บางรายอาจมีอาการคันเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางรายไม่มีอาการคันเลย ดังนั้น การมีผื่นคันหรือไม่คัน ไม่สามารถใช้แยกได้ว่าเป็นผื่นจาก HIV หรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอาการอื่นและประวัติความเสี่ยง รวมถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

เมื่อมีผื่นลักษณะแบบไหน ควรรีบไปตรวจ HIV

การตรวจเลือดเป็นวิธีเดียวที่สามารถยืนยันการติดเชื้อ HIV ได้อย่างถูกต้อง การสังเกตอาการหรือผื่นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการวินิจฉัย หากมีผื่นร่วมกับอาการต่อไปนี้ และมีประวัติเสี่ยงภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและตรวจเลือด

มีไข้สูง เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียผิดปกติ มีประวัติเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือสัมผัสเลือดที่อาจปนเปื้อนเชื้อ

วิธีป้องกันการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์

การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ตรวจ HIV เป็นประจำหากมีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) และยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (PEP) ตามคำแนะนำของแพทย์

ปัจจุบัน การรักษาด้วยยาต้านไวรัส มีประสิทธิภาพสูง หากตรวจพบเชื้อตั้งแต่ระยะแรกและรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป และลดโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อย่างมาก

ที่มาของข้อมูล :  โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus