กีฬา

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ร้องขอเป็นการส่วนตัวต่อประธานฟีฟ่า เพื่อขอให้ทบทวนการลงโทษแบนจากใบแดงของ กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ จนทำให้เขาสามารถลงสนามพบทีมเบลเยียมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ร้องขอเป็นการส่วนตัวต่อประธานฟีฟ่า เพื่อขอให้ทบทวนการลงโทษแบนจากใบแดงของ กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ จนทำให้เขาสามารถลงสนามพบทีมเบลเยียมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ (70%)

รายละเอียด

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในศึกฟุตบอลโลก หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ต่อสายตรงถึงประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เพื่อขอให้ทบทวนการลงโทษแบนจากใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ จนทำให้เขาสามารถลงสนามพบทีมเบลเยียมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้  ขณะที่ฝ่ายเบลเยียมแสดงความ "ตกตะลึง" พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการตัดสินใจดังกล่าว

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ต้องเผชิญกับประเด็นร้อนนอกสนาม เมื่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มีคำสั่งระงับการบังคับใช้โทษแบนอัตโนมัติจากใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ส่งผลให้เขามีสิทธิลงสนามในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย พบกับทีมชาติเบลเยียม ที่เมืองซีแอตเทิล ในวันที่ 6 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังมีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์ถึง จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนใบแดงของบาโลกุน โดยมองว่าการลงโทษดังกล่าวไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่าไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธถึงการสนทนาระหว่างทรัมป์กับอินฟานติโน และไม่ได้ตอบคำถามจากสำนักข่าวเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว

บาโลกุนวัย 25 ปี ยิงประตูที่สามของตัวเองในฟุตบอลโลก นัดที่สหรัฐฯ ชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 2-0 แต่ถูกผู้ตัดสินแจกใบแดงโดยตรงในครึ่งหลัง หลังการตรวจสอบ VAR ชี้ว่าเขาเปิดปุ่มสตั๊ดเข้าปะทะข้อเท้าของ ทาริก มูฮาเรโมวิช ด้าน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติสหรัฐฯ ยืนยันมาตลอดว่า จังหวะดังกล่าวไม่สมควรเป็นใบแดง

แม้ฟีฟ่าจะไม่เพิกถอนใบแดง แต่ได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 27 ของประมวลวินัยฟีฟ่า ระงับการบังคับใช้โทษแบนเป็นเวลา 1 ปี หรือในลักษณะ "รอลงอาญา"

ฟีฟ่าระบุในแถลงการณ์ว่า หากบาโลกุนกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันและมีความร้ายแรงใกล้เคียงกันภายในช่วงเวลาทดลอง 1 ปี การระงับโทษจะถูกยกเลิก และโทษแบนเดิมจะมีผลบังคับใช้ทันที นอกเหนือจากบทลงโทษใหม่ที่อาจได้รับ

หลังทราบผลการพิจารณา ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า "ขอบคุณฟีฟ่าที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และแก้ไขความอยุติธรรมครั้งใหญ่" ขณะที่ทำเนียบขาวร่วมแสดงความยินดีด้วยการโพสต์ข้อความ "USA-USA-USA" ผ่านแพลตฟอร์ม X

ด้านสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ ยอมรับคำตัดสินของฟีฟ่า ส่วนผู้เล่นหลายคนเปิดเผยว่าทราบข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างเดินทางไปฝึกซ้อม คริสเตียน พูลิซิช กล่าวว่า ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นข่าวปลอม ก่อนจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริง และมองว่าเป็นข่าวดีสำหรับทีม

โปเช็ตติโนกล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองซีแอตเทิลว่า คนในวงการฟุตบอลกว่า 99.9% เห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวไม่เป็นธรรม พร้อมย้ำว่า ฟีฟ่าเคยใช้แนวทางระงับการบังคับใช้โทษในลักษณะเดียวกันมาแล้ว และมีนักเตะหลายคนในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ไม่ได้รับโทษแบนในทันที

ด้านสมาคมฟุตบอลเบลเยียม (RBFA) ออกแถลงการณ์แสดงความ "ตกตะลึง" ต่อการตัดสินใจของฟีฟ่า พร้อมระบุว่ากำลังพิจารณาทางเลือกทางกฎหมายทั้งหมด RBFA ระบุว่า แม้ฟีฟ่าจะอ้างมาตรา 27 ของประมวลวินัย ซึ่งเปิดช่องให้คณะกรรมการวินัยสามารถระงับการบังคับใช้บทลงโทษได้ แต่ มาตรา 66.4 ของกฎฉบับเดียวกันกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า นักเตะที่ถูกใบแดงจะต้องถูกแบนโดยอัตโนมัติในนัดถัดไป

นอกจากนี้ สมาคมฟุตบอลเบลเยียมยังอ้างถึง ข้อ 10.5 ของระเบียบการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งระบุว่า ผู้เล่นหรือเจ้าหน้าที่ทีมที่ถูกไล่ออกจากสนาม ไม่ว่าจะจากใบแดงโดยตรงหรือใบเหลืองที่สอง จะต้องถูกพักการแข่งขันในนัดต่อไปโดยอัตโนมัติ

แม้ฟีฟ่าจะเคยใช้ดุลพินิจลักษณะนี้มาก่อน เช่น การระงับโทษแบนบางส่วนของ คริสเตียโน โรนัลโด ก่อนฟุตบอลโลก หรือการลงโทษแบนหลายเกมในบางกรณีที่มีการทำฟาวล์รุนแรง แต่การตัดสินใจในกรณีของบาโลกุนกลับถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่าผู้นำประเทศมหาอำนาจได้เข้าแทรกแซงด้วยการขอให้ฟีฟ่าทบทวนคำตัดสิน

ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับเบลเยียม ไม่ได้ถูกจับตามองเฉพาะเรื่องรูปเกมในสนามเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นอิสระของฟีฟ่า ความโปร่งใสของกระบวนการทางวินัย และความเหมาะสมของบทบาทฝ่ายการเมืองที่อาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กรลูกหนังโลก ซึ่งคาดว่าประเด็นนี้จะยังคงถูกถกเถียงต่อไปแม้การแข่งขันจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus