สังคม

ระบบอุปถัมภ์แฝงงบภัยแล้ง

สรุปปมร้อน งบกลางแก้ปัญหาภัยแล้งปี 2569 วงเงิน 6,500 ล้านบาท ฝ่ายค้านซัดกระจุกตัวพื้นที่ภูมิใจไทย รมว.ทรัพยฯ โต้ทำตามขั้นตอน ไร้เลือกปฏิบัติ

ระบบอุปถัมภ์แฝงงบภัยแล้ง
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

สรุปปมร้อน งบกลางแก้ปัญหาภัยแล้งปี 2569 วงเงิน 6,500 ล้านบาท ฝ่ายค้านซัดกระจุกตัวพื้นที่ภูมิใจไทย รมว.ทรัพยฯ โต้ทำตามขั้นตอน ไร้เลือกปฏิบัติ

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ระบบอุปถัมภ์แฝงงบภัยแล้ง (70%)

รายละเอียด

กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม กรณีการจัดสรรงบกลาง ในโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อแก้ปัญหาระดับชุมชน แก้ปัญหาภัยแล้ง ของกรมทรัพยากรน้ำ ปี 2569 วงเงิน 6,500 ล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตกระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่ สส.พรรคภูมิใจไทย ตามที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลน.ส.รักชนก ระบุว่า งบกลางแก้ปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 จำนวน 3,136 ล้านบาท จาก 6,500 ล้านบาท คิดเป็น 57.2% ถูกนำไปจัดสรรในพื้นที่พรรคภูมิใจไทย เป็นการใช้อำนาจรัฐโยกงบประมาณไปลงพื้นที่ตัวเอง ไม่เรียงลำดับความเดือดร้อน เอาความเดือดร้อนประชาชนมาบังหน้า เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้พวกพ้องขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงหลักเกณฑ์การจัดสรรงบภัยแล้งว่า คำขอโครงการน้ำบาดาลทั้งหมด ก่อนขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ต้องผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และอีกหลายขั้นตอน รวมถึงพื้นที่ขุดเจาะน้ำบาดาลต้องเป็นพื้นที่ภัยแล้งนายสุชาติยืนยันว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติ การจัดสรรงบฯยึดตามคำขอขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหลัก ไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะเขต สส.พรรคภูมิใจไทย ขณะที่ สส.พรรคประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ กทม. จ.นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ไม่ใช่พื้นที่การเกษตรที่เจอภัยแล้ง มองว่าฝ่ายค้านตั้งธงวิจารณ์ไว้ก่อนในบริบททางการเมือง ฝ่ายรัฐบาลมองว่าการดึงงบประมาณลงพื้นที่ได้เป็นผลงานชิ้นโบแดง ตอบโจทย์ฐานเสียง สะท้อนความสามารถการทำงานของ สส. ต่างจากฝ่ายค้านมองว่า เป็นการกระจายงบตามโควตาการเมือง ไม่เรียงลำดับความสำคัญตามความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริง เกิดความเหลื่อมล้ำการแก้ปัญหาในเขตไม่มี สส.รัฐบาลปัญหาภัยแล้งในประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องภัยธรรมชาติ แต่สะท้อนถึงปัญหาการเมืองเชิงอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก ถูกหยิบยกมาถกเถียงในสภาทุกยุคสมัย แม้พื้นที่ภัยแล้งจะปักหมุดซ้ำซากที่เดิมทุกปี แต่งบประมาณที่ใช้แก้ปัญหากลับผันแปรไปตามอำนาจของฝ่ายบริหารแต่ละสมัย ทำให้การแก้ปัญหาไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดการจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาภัยแล้งตามโควตาอำนาจ เพื่อผลประโยชน์เชิงพื้นที่ ย่อมส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ตราบใดที่งบแก้ภัยแล้งยังผูกติดกับโควตาการเมือง เกษตรกรมักถูกจับเป็นตัวประกัน ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ ให้เลือกพรรคเดิมๆ แลกการได้โครงการมาลงพื้นที่ต่อเนื่อง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus