เช็กปริมาณน้ำมันสำรองของไทย จะกระทบอย่างไรหากปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ"
เช็กปริมาณน้ำมันสำรองของไทย จะกระทบอย่างไรหากปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ล่าสุดกระทรวงพลังงานออกมาตรการรับมือแล้ว
นับเมื่อเปิดอ่านอย่างน้อย 8 วินาที วันละครั้งต่อเบราว์เซอร์ · ไม่ใช้คุกกี้ติดตาม
สรุปสั้น
เช็กปริมาณน้ำมันสำรองของไทย จะกระทบอย่างไรหากปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ล่าสุดกระทรวงพลังงานออกมาตรการรับมือแล้ว
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ เช็กปริมาณน้ำมันสำรองของไทย จะกระทบอย่างไรหากปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" (70%)
รายละเอียด
เช็กปริมาณน้ำมันสำรองของไทย จะกระทบอย่างไรหากปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ"
เช็ก ปริมาณน้ำมันสำรอง ของไทย จะกระทบอย่างไรหากปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ล่าสุดกระทรวงพลังงานออกมาตรการรับมือแล้ว
จากกรณีความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน สังหารผู้นำสูงสุด ขณะเดียวกันก็มีรายงานอิหร่านโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ และมีฐานทัพสหรัฐฯตั้งอยู่ เช่น นครดูไบ ใน UAE กรุงโดฮาของกาตาร์ มีการโจมตีสนามบินและแท่นขุดเจาะน้ำมัน โดยเตหะราน ยังได้ประกาศผ่านวิทยุสื่อสารถึงเรือในพื้นที่ว่า “ห้ามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ปิดเส้นทางการเดินเรือหรือไม่
ทั้งนี้ สงคราม ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลก เนื่องจากเกิดขึ้นในพื้นที่ของกลุ่มโอเปก และหากอิหร่าน ปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญในการขนส่งน้ำมันจริง ก็จะกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกทันที
รู้จัก “ช่องแคบฮอร์มุซ” ทำไมปิดแล้วกระทบทั้งโลก
ช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งอยู่ระหว่างประเทศโอมานและอิหร่าน เป็นเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อกับอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับในมหาสมุทรอินเดีย ในส่วนที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 33 กม. และช่องทางเดินเรือมีความกว้างแค่ 3 กม. เท่านั้น โดยอิหร่านควบคุมทางทิศเหนือของช่องแคบ ขณะที่โอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ควบคุมทิศใต้
ช่องแคบนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน “คอขวดที่สำคัญที่สุด” ในการขนส่งน้ำมันของโลก ประเทศในกลุ่มโอเปก (ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน UAE คูเวต และอิรัก) ส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบนี้ โดยเรือที่ผ่านจุดนี้ขนส่งน้ำมันราว 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก นอกจากนี้ ยังมีการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และปุ๋ย คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการค้าโลก
อย่างไรก็ดี ซาอุดีอาระเบียและ UAE มีท่อส่งน้ำมันที่สามารถใช้เป็นทางเลือกในการส่งออกน้ำมันแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่ก็สามารถส่งออกได้อย่างจำกัด รวมกันอยู่ที่ 2.6 – 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกา (EIA) เคยประเมินว่า 84% ของน้ำมันดิบ-ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และ 83% ของ LNG ที่ผ่านช่องแคบนี้ในปี 2025 เป็นการส่งออกไปยังเอเชีย โดยมีจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดียเป็นปลายทางหลักกว่า 75% ของปริมาณน้ำมัน และ 59% ของปริมาณ LNG
ทั้งนี้ การปิด ช่องแคบฮอร์มุซทางกายภาพอาจทำได้ยาก เพราะมีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ประจำการจำนวนมากในภูมิภาค แต่วิธีที่อิหร่านทำได้คือการวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือ หรือหากความตึงเครียดในพื้นที่สูงขึ้น บริษัทเดินเรือก็เลือกระงับการเดินเรือเอง
ล่าสุดแม้ยังไม่มีการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ แต่มีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดเพลิงไหม้บนเรือดังกล่าว ส่งผลให้แต่ละประเทศต่างหลีกเลี่ยงการเข้าไปยังช่องแคบฮอร์มุซ หรือหยุดเดินเรือบางส่วน ขณะที่บริษัทขนส่งรายใหญ่ เช่น Hapag-Lloyd และ CMA CGM ก็ได้ระงับการผ่านช่องแคบและสั่งให้เรือหลบภัยแล้ว ทำให้สถานการณ์ใกล้เคียงกับการปิดช่องแคบไปโดยปริยาย
นักวิเคราะห์คาดว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกดีดตัวขึ้น ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี อิหร่าน เองก็ได้รับผลกระทบเพราะใช้เส้นทางดังกล่าวในการขนส่งน้ำมันเช่นกัน โดย อิหร่าน ถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ในกลุ่มประเทศโอเปก ผลิตได้ราว 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีการส่งออกราว 1.5-1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่ง 90% ส่งออกไปยังประเทศจีน ทำให้ที่ผ่านมาการปิดฮอร์มุซถูกมองว่าไม่น่าเกิดขึ้น แต่เมื่อเป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทำให้ยังไปประเมินไม่ได้ในครั้งนี้
ประเทศไทยรับมืออย่างไร
ทั้งนี้ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ใช้ในประเทศไทยมาจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไทยได้รับผลกระทบจากความไม่สงบเช่นกัน อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทย ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของไทยเพียงพอตามที่กำหนด โดยปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 แบ่งเป็น
น้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วันง น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
“กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งด้านปริมาณสำรองและด้านราคาน้ำมัน แต่ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน รวมทั้งได้สั่งให้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
พร้อมจัดทำแผนและมาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และในส่วนของก๊าซธรรมชาติได้สั่งการให้เพิ่มการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทยและเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงในช่วงนี้ กระทรวงพลังงาน
ขอยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและทำให้ต้นทุนราคาพลังงานในภาพรวมต่ำลงด้วย” นายอรรถพล กล่าว