สังคม

ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

ศาลอาญาสั่งออกหมายจับทนายความคนดัง หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา พร้อมริบเงินประกัน หลังแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องคดีเบิกความเท็จ โกงเงิน

ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

ศาลอาญาสั่งออกหมายจับทนายความคนดัง หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา พร้อมริบเงินประกัน หลังแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องคดีเบิกความเท็จ โกงเงิน

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ (70%)

รายละเอียด

ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

ศาลอาญาสั่งออกหมายจับทนายความคนดัง หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา พร้อมริบเงินประกัน หลังแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องคดีเบิกความเท็จ โกงเงิน

วันที่ 7 ก.ค. 69 ที่ห้องพิจารณาคดี 609 ศาลอาญา เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.3452/2562 ที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช เป็นมารดาของนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ “เบนซ์ เรซซิ่ง” เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อดีตทนายความ เป็นจำเลย ในข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2560 จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม ทำให้เสียหาย หมิ่นประมาท กล่าวหาโจทก์ได้บังอาจเอาไปเสียซึ่งเอกสารสัญญาจ้างทำของ และวันที่ 6 ต.ค.2560 โจทก์ได้นำสัญญาดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานเท็จในคดีของศาลแพ่ง ความจริงโจทก์ไม่ได้เอาไป และโจทก์ไม่ได้ใช้พยานหลักฐานเท็จ ขณะจำเลยฟ้องโจทก์คดีดังกล่าว จำเลยเป็นทนายความ ต่อมาถูกสภาทนายความฯ ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2561 การกระทำของจำเลยมีเจตนาทุจริต ต้องการให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา และเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2561 จำเลยเบิกความเท็จในคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 (ศาลพิพากษายกฟ้อง)

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก นายศิวาวิทย์ จำเลย 2 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดี นายอัครกิตติ์ หรือ “เบนซ์ เรซซิ่ง” กล่าวว่า วันนี้ตนมากับมารดาเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาโดยมาในฐานะโจทก์ที่ยื่นฟ้องทนายความที่เคยว่าจ้างเรื่องประกันตัวไปและไม่คืนเงินจำนวน 3.1 ล้านบาท และศาลแพ่งได้มีคำสั่งไปก่อนหน้านี้ให้คืนเงินดังกล่าวแบบเต็มจำนวนไปแล้ว แต่ภายหลังก็ไม่มีเงินมาชดใช้คืน มีเพียงแค่คำสั่งล้มละลาย หลังจากนั้นพอมีคำสั่งให้คืนเงินทางนายศิวาวิทย์ ก็ได้มาฟ้องกลับมารดาของตนว่า นำเอกสารไปฟ้องโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในวันที่ไต่สวนมูลฟ้องศาลก็ได้ยกฟ้องไปแล้วเนื่องจากไม่มีมูล การกระทำแบบนี้มองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เพราะเป็นทนายความมีความรู้ทางกฎหมายแต่กลั่นแกล้งมารดาตนให้รับโทษทางอาญา ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้ฟ้องกลับไปฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามาแล้วในปี 2565 จำคุก 2 ปี ในข้อหาเบิกความเท็จ และ 1 ปีในข้อหาฟ้องเท็จ แต่ชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาลดเหลือ 8 เดือน ซึ่งคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายฎีกาสู้

นายอัครกิตติ์  กล่าวอีกว่า ตนมองว่าคดีนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นคนมีความรู้ความสามารถและเป็นทนายความ เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ เคยได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ไม่ควรที่จะนำตำแหน่งหรืออำนาจใด ๆ มากลั่นแกล้งประชาชน เหมือนหากินกับความเดือดร้อนของผู้อื่นที่มีคดีความอยู่ และคนแบบนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม ที่ผ่านมา นายศิวาวิทย์ ไม่เคยเข้ามาไกล่เกลี่ย มีแต่กลั่นแกล้ง ซึ่งตนก็ได้ไปลงบันทึกประจำวันเพื่อป้องกันไว้แล้ว ส่วนก่อนหน้านี้ที่เลือกเข้ามาเป็นทนายความ เพราะเป็นคนรู้จักที่แนะนำมาอีกที ตนไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ก็มีการแอบอ้างว่ารู้จักคนใหญ่คนโต สามารถช่วยเหลือเรื่องคดีความได้ เพราะตอนนั้นตนก็ไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายเมื่อมีทนายเข้ามาทางเราก็ไว้ใจ แต่สุดท้ายถูกหลอกและเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ตนมองว่าความยุติธรรมยังมีอยู่แต่ใช้ระยะเวลานานเนื่องจากคดีนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว

เมื่อถึงเวลานัดปรากฏว่า มีเพียงทนายความโจทก์และตัวโจทก์มาศาล ในขณะที่จำเลยได้รับหมายฟังคำพิพากษาแล้วไม่มา ศาล ศาลจึงมีคำสั่งว่าเมื่อจำเลยได้รับหมายทราบนัดโดยชอบแล้วแต่ไม่มาตามนัดไม่สามารถติดต่อได้ ต่อถึงพฤติการณ์หลบหนี จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกันเต็มจำนวน โดยให้เลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 7 ส.ค.2569 เวลา 09.00 น. พร้อมฟังผลการจับกุมจำเลยมาฟังคำพิพากษา

นายอัครกิตติ์ กล่าวภายหลังศาลเลื่อนว่า ในวันนี้จำเลยไม่มาตามนัดเพื่อฟังคำพิพากษาในวันนี้ ศาลจึงออกหมายจับและริบเงินประกัน ก่อนเลื่อนนัดเป็นวันที่ 7 ส.ค. 2569 ตนมองว่าในวันนี้เจ้าตัวไม่มาก็คิดว่าน่าจะหลบหนีไปแล้ว อยากฝากว่าตอนที่ตั้งใจที่หลอกลวงยังกล้าทำ แต่สุดท้ายวันที่คดีสิ้นสุดกลับไม่กล้ามาฟังคำพิพากษา ก็อยากฝากไปถึงเจ้าตัวให้เข้ามาฟังคำพิพากษาในนัดหน้าด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus