“ชัชชาติ” ชูนโยบายระบายน้ำ กทม. หลังฝนตกหนักสะท้อนจุดเสี่ยงที่ต้องแก้ต่อ
“ชัชชาติ” ชูนโยบายระบายน้ำ กทม. หลังฝนตกหนักสะท้อนจุดเสี่ยงที่ต้องแก้ต่อ เตรียมขยายท่อรองรับฝนเป็น 80 มม. เพิ่ม Floor drain เร่งระบายน้ำ และขุดลอกตามความจำเป็นเพื่อใช้งบประมาณคุ้มค่า
สรุปสั้น
“ชัชชาติ” ชูนโยบายระบายน้ำ กทม. หลังฝนตกหนักสะท้อนจุดเสี่ยงที่ต้องแก้ต่อ เตรียมขยายท่อรองรับฝนเป็น 80 มม. เพิ่ม Floor drain เร่งระบายน้ำ และขุดลอกตามความจำเป็นเพื่อใช้งบประมาณคุ้มค่า
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ “ชัชชาติ” ชูนโยบายระบายน้ำ กทม. หลังฝนตกหนักสะท้อนจุดเสี่ยงที่ต้องแก้ต่อ (70%)
รายละเอียด
“ชัชชาติ” ชูนโยบายระบายน้ำ กทม. หลังฝนตกหนักสะท้อนจุดเสี่ยงที่ต้องแก้ต่อ
“ชัชชาติ” ชูนโยบายระบายน้ำ กทม. หลังฝนตกหนักสะท้อนจุดเสี่ยงที่ต้องแก้ต่อ เตรียมขยายท่อรองรับฝนจาก 60 มม. เป็น 80 มม. เพิ่ม Floor drain เร่งระบายน้ำ และขุดลอกตามความจำเป็นเพื่อใช้งบประมาณคุ้มค่า
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อม วิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงที่เซ็นทรัลพระราม 9 ถึงแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครจากกรณีฝนตกหนักในพื้นที่ปทุมวัน ปริมาณฝนประมาณ 90 มิลลิเมตรในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
นายชัชชาติ กล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในครั้งนี้ว่า ปัจจัยแรกเกิดจากสภาพอากาศที่มีลักษณะเป็น “Rain Bomb” โดยมีฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน (เขตปทุมวัน) สูงถึงประมาณ 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถของท่อระบายน้ำเดิมในหลายจุดที่รองรับน้ำฝนได้เพียงประมาณ 60 มิลลิเมตรเท่านั้น
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านกายภาพของพื้นที่ก็มีส่วนสำคัญ โดยจุดที่มีน้ำท่วมขังหลักอยู่บริเวณถนนบรรทัดทองตัดกับถนนพญาไท ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่ากรุงเทพฯ ยังมีจุดเสี่ยงย่อยที่ต้องแก้ไขต่อไป ทั้งคอขวดของท่อระบายน้ำ ช่องรับน้ำจากผิวถนน และขยะที่อุดตันบริเวณหน้าตะแกรง โดยบางพื้นที่อาจต้องพิจารณาขยายท่อระบายน้ำ
“ท่อเดิมหลายจุดรองรับน้ำฝนได้ประมาณ 60 มิลลิเมตร แต่ในจุดที่มีการปรับปรุงใหม่ จะพยายามเพิ่มศักยภาพให้รองรับฝนได้ประมาณ 80 มิลลิเมตร ” ชัชชาติกล่าว
ขณะที่ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า การแก้น้ำท่วมต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะการขยายท่อ แต่ต้องดูตั้งแต่จุดรับน้ำบนผิวถนน การเพิ่มช่องรับน้ำ การขุดลอกท่อ การดูแลขยะหน้าตะแกรง ไปจนถึงการแก้จุดคอขวดในพื้นที่ที่มีปัญหาซ้ำซาก
นายชัชชาติกล่าวเสริมประเด็นนี้ว่า การขยายท่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะหากช่องรับน้ำจากผิวถนนลงสู่ท่อมีไม่เพียงพอ น้ำก็ยังระบายลงท่อได้ช้า จึงต้องเพิ่มจุดรับน้ำ หรือ Floor drain เป็นที่รับน้ำอยู่ข้าง ๆ ถนน ทำให้น้ำระบายออกจากผิวจราจรลงท่อได้เร็วขึ้นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กทม. ขุดลอกท่อไปแล้วมากกว่า 15,000 กิโลเมตร ขณะที่ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีท่อระบายน้ำประมาณ 6,900 กิโลเมตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเริ่มต้นที่มีประมาณ 6,400 กิโลเมตร
ทั้งนี้ การขุดลอกต้องพิจารณาตามความจำเป็นของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ลอกทุกท่อทุกปีเหมือนกันทั้งหมด พื้นที่ที่มีชุมชนหนาแน่น ร้านค้า หรือมีไขมันและขยะสะสมมาก เช่น ดินแดงและห้วยขวาง อาจต้องลอกปีละ 2-3 ครั้ง ขณะที่บางพื้นที่ที่ไม่มีชุมชนหนาแน่น อาจไม่จำเป็นต้องลอกบ่อย เพื่อให้ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม
“ผมว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นจุดอ่อนของระบบระบายน้ำเมือง ต้องแก้ไขต่อเนื่อง ทั้งการขยายท่อในจุดจำเป็น การเพิ่มช่องรับน้ำ การขุดลอกตามพื้นที่เสี่ยง และการจัดการขยะหน้าตะแกรง เพื่อให้กรุงเทพฯ รับมือฝนหนักได้ดีขึ้นในอนาคต” ชัชชาติกล่าวทิ้งท้าย