การเมือง

“ณัฐพงษ์” เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ใช้ GIS ลดสูญเสีย ชงทำทะเบียนเครื่องจักร

“ณัฐพงษ์” ชี้น้ำท่วมน่านต้องแก้ทั้งระบบ เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัย ใช้ GIS บัญชาการ ลดสูญเสียซ้ำซาก พร้อมทำทะเบียนเครื่องจักรทั่วประเทศ ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์จัดสรรทรัพยากรได้ทันที

“ณัฐพงษ์” เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ใช้ GIS ลดสูญเสีย ชงทำทะเบียนเครื่องจักร
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

“ณัฐพงษ์” ชี้น้ำท่วมน่านต้องแก้ทั้งระบบ เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัย ใช้ GIS บัญชาการ ลดสูญเสียซ้ำซาก พร้อมทำทะเบียนเครื่องจักรทั่วประเทศ ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์จัดสรรทรัพยากรได้ทันที

ประเด็นสำคัญ

  • “ณัฐพงษ์” เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ใช้ GIS ลดสูญเสีย ชงทำทะเบียนเครื่องจักร
  • “ณัฐพงษ์” ชี้น้ำท่วมน่านต้องแก้ทั้งระบบ เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัย ใช้ GIS บัญชาการ ลดสูญเสียซ้ำซาก พร้อมทำทะเบียนเครื่องจักรทั่วประเทศ ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์จัดสรรทรัพยากรได้ทันที
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการอภิปรายญัตติด่วนกรณีสถานการณ์อุทกภัยในสภาผู้แทนราษฎร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปถึงการป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องประสบปัญหาอุทกภัยซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะจังหวัดน่านที่ประสบปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องในปี 2567, 2568 และ 2569

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

✓ “ณัฐพงษ์” เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ใช้ GIS ลดสูญเสีย ชงทำทะเบียนเครื่องจักร (70%)

รายละเอียด

“ณัฐพงษ์” เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม ใช้ GIS ลดสูญเสีย ชงทำทะเบียนเครื่องจักร

“ณัฐพงษ์” ชี้น้ำท่วมน่านต้องแก้ทั้งระบบ เสนอเพิ่มอำนาจท้องถิ่นแจ้งเตือนภัย ใช้ GIS บัญชาการ ลดสูญเสียซ้ำซาก พร้อมทำทะเบียนเครื่องจักรทั่วประเทศ ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์จัดสรรทรัพยากรได้ทันที

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการอภิปรายญัตติด่วนกรณีสถานการณ์อุทกภัยในสภาผู้แทนราษฎร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปถึงการป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องประสบปัญหาอุทกภัยซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะจังหวัดน่านที่ประสบปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องในปี 2567, 2568 และ 2569

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จากการลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ร่วมกับ นายเจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 และ นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 ฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในบ้านฝาย บ้านเฮี้ย และบ้านเก็ต ว่าไม่เคยพบเห็นน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันในลักษณะดังกล่าวมาก่อนในรอบ 100 ปี สะท้อนว่าสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง และการเกิดฝนตกหนักแบบกระจุกตัว หรือ Rain Bomb ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็ว จนระบบการรับมือแบบเดิมไม่สามารถตั้งรับได้ทัน

นายณัฐพงษ์เสนอว่า “ระบบการแจ้งเตือนต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพภูมิอากาศ” พร้อมเสนอให้รัฐบาลพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยโดยชุมชน หรือ Community-Based Disaster Risk Management (CBDRM) ควบคู่กับระบบ Cell Broadcast

นายณัฐพงษ์ยังอ้างอิงข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่จังหวัดน่านว่า ประชาชนหลายคนได้ยินเสียงระฆัง เสียงเคาะประตู และการแจ้งเตือนจากผู้นำชุมชน ก่อนการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast เนื่องจากการเกิด Rain Bomb ยากต่อการคาดการณ์อย่างแม่นยำ การมีระบบแจ้งเตือนที่อยู่ในระดับชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างมาก

นอกจากนี้ เสนอให้รัฐบาล เพิ่มอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่สามารถกดแจ้งเตือน Cell Broadcast ในพื้นที่ของตัวเองได้ เพื่อให้การแจ้งเตือนสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่พบสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากส่วนกลาง

นายณัฐพงษ์ยกตัวอย่างความแตกต่างของระยะเวลาในการเตรียมตัวของประชาชนในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดน่าน โดยตั้งแต่อำเภอปัว น้ำไหลลงมายังท่าวังผา ภูเพียง อำเภอเมือง และเวียงสา พบว่าพื้นที่ปลายน้ำมีเวลาในการรับรู้ข้อมูลและเตรียมตัวมากขึ้น ส่งผลให้ความเสียหายลดลงตามลำดับ ที่อำเภอท่าวังผา ประชาชนมีเวลารับรู้สถานการณ์ล่วงหน้าประมาณ 6 ชั่วโมง แต่ยังเกิดกรณีผู้ป่วยติดเตียงเสียชีวิต เนื่องจากไม่สามารถอพยพออกจากบ้านได้ทัน โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่า ไม่ได้ต้องการกล่าวโทษหน่วยงานใด แต่ต้องการให้รัฐบาลทบทวนว่า ในช่วงเวลา 6 ชั่วโมงที่มีอยู่ ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติยังมีจุดใดที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการค้นหาและอพยพกลุ่มเปราะบาง

ส่วนพื้นที่อำเภอเมืองและภูเพียงมีเวลารับรู้สถานการณ์ล่วงหน้าประมาณ 9 ชั่วโมง และสามารถเตรียมการได้ดีขึ้น แต่ยังพบปัญหาการคาดการณ์ระดับน้ำที่คลาดเคลื่อน โดยมีการแจ้งเตือนว่าระดับน้ำอาจสูงประมาณ 9.35 เมตร ขณะที่ระดับน้ำจริงอยู่ที่ประมาณ 8.85 เมตร หรือคลาดเคลื่อนประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งนายณัฐพงษ์เห็นว่าควรนำไปทบทวนและปรับปรุงโมเดลการคาดการณ์ เพราะความคลาดเคลื่อนอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและความปลอดภัยของประชาชน ขณะที่อำเภอเวียงสา มีเวลาประมาณ 1 วัน ก่อนที่มวลน้ำจะเดินทางมาถึง และพบความสูญเสียน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น เนื่องจากประชาชนได้รับข้อมูลล่วงหน้าจากหลายช่องทางและมีเวลาเตรียมตัวมากกว่า

เสนอศูนย์บัญชาการภัยพิบัติ ใช้ GIS เห็นข้อมูลประชาชนและทรัพยากรแบบ real-time

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า นอกจากระบบแจ้งเตือนแล้ว สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดคือ ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติแบบรวมศูนย์ที่ใช้เทคโนโลยี GIS เป็นเครื่องมือในการบัญชาการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นข้อมูลสำคัญในพื้นที่เดียวกัน ทั้งพื้นที่ใดท่วมก่อน-หลัง พื้นที่สูงหรือต่ำ บ้านที่มีกลุ่มเปราะบาง ใครอพยพแล้ว ใครขออยู่บ้าน รวมถึงตำแหน่งของทีมกู้ชีพและกู้ภัย

“เรื่องพื้นฐานคือการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่รวมศูนย์การตัดสินใจ และใช้เทคโนโลยี GIS เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ” ณัฐพงษ์กล่าว พร้อมระบุว่า จากการลงพื้นที่น้ำท่วมน่านยังพบข้อจำกัดในการประสานข้อมูล อุปกรณ์ กำลังเจ้าหน้าที่ และภาคเอกชน แม้รัฐบาลจะมีการตั้งศูนย์บัญชาการเมื่อเกิดเหตุแล้วก็ตาม

นายณัฐพงษ์เสนอว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างการเผชิญเหตุ ไปจนถึงหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะการอพยพกลุ่มเปราะบาง ซึ่งหากรัฐมีข้อมูลว่าบ้านหลังใดมีกลุ่มเปราะบาง ก็จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ก่อนที่น้ำจะมาถึง

ระบบเยียวยายังซ้ำซ้อน เสนอใช้ GIS และ Geocoding จ่ายเงินให้ประชาชนได้เร็วขึ้น

สำหรับการเยียวยา นายณัฐพงษ์ระบุว่า แม้รัฐบาลจะสื่อสารว่าไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารในการขอรับเงินเยียวยา แต่จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนยังต้องกรอกแบบฟอร์มกระดาษเพื่อเข้าสู่กระบวนการขอรับเงิน เสนอให้รัฐบาลนำข้อมูลทะเบียนบ้านที่สามารถระบุตำแหน่งบ้านผ่านระบบ Geolocation มาซ้อนทับกับแผนที่พื้นที่ประสบภัยผ่าน GIS เพื่อจำแนกประชาชนเป็นกลุ่มและสามารถจ่ายเงินเยียวยาได้อย่างรวดเร็ว กรณีประชาชนที่มีชื่ออยู่ตรงกับทะเบียนบ้านในพื้นที่ สามารถตรวจสอบและจ่ายเงินผ่านระบบได้โดยตรง ส่วนกรณีบ้านเช่าหรือผู้ที่ชื่อไม่ตรงกับทะเบียนบ้าน อาจใช้การรับรองจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับเงินเยียวยาไปก่อน โดยไม่ต้องรอกระบวนการเอกสารที่ใช้เวลานาน

เสนอทำทะเบียนเครื่องจักรทั่วประเทศ

ในส่วนของการฟื้นฟู นายณัฐพงษ์เสนอให้มี ทะเบียนเครื่องมือและทรัพยากรสำหรับรับมือภัยพิบัติ ว่าหน่วยงานใดมีรถแบ็กโฮ รถตัก หรือเครื่องจักรประเภทใดและอยู่ที่ไหน เพื่อให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์สามารถตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่า การบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ควรมองเพียงสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดทำ แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งแผนฉบับปัจจุบันจะสิ้นสุดในปี 2570 และกำลังเตรียมจัดทำแผนสำหรับช่วงปี 2571-2575 ขอให้รัฐบาลนำข้อเสนอจากการอภิปรายและบทเรียนจากเหตุการณ์จริงไปปรับใช้ เพื่อให้แผนฉบับใหม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมเสนอให้เร่งผลักดันกฎหมาย 2 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ ร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ โดยเฉพาะระบบงบประมาณ ซึ่งเห็นว่ามีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว เพราะแม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีผังน้ำและแผนบริหารจัดการน้ำที่ดีเพียงใด แต่หากแต่ละหน่วยงานยังจัดทำโครงการแยกส่วนและไม่สามารถประกอบกันเป็นภาพใหญ่ การแก้ปัญหาน้ำท่วมก็ยังคงเกิดขึ้นซ้ำต่อไป

จี้รัฐบาลตอบแผนใช้งบปี 70 ปรับปรุง ฝายธงน้อย

ช่วงท้ายการอภิปราย นายณัฐพงษ์ยก “ฝายธงน้อย” เป็นตัวอย่างของข้อจำกัดด้านระบบงบประมาณและโครงสร้างหน่วยงาน โดยตั้งคำถามถึงแผนการใช้งบประมาณในปี 2570 ว่ารัฐบาลมีแผนปรับปรุงฝายธงน้อยอย่างไร เพื่อให้สามารถตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำน่านได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายณัฐพงษ์ระบุว่า ปัจจุบันฝายธงน้อยอยู่ในความรับผิดชอบของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ไม่ได้อยู่ภายใต้กรมชลประทานหรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมองการบริหารจัดการน้ำเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แยกตามภารกิจและหน่วยงาน “วันนี้เราไม่ได้กำลังคุยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมองกันไปยาว ๆ ว่าเราจะบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างไร” ฝากรัฐบาลนำข้อเสนอจากการลงพื้นที่และการอภิปรายไปปรับปรุงระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับความสูญเสียจากอุทกภัยซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus