สังคม

รถชนพระ เด็ก 11 บทเรียนความเสี่ยง จัดกิจกรรมบนถนน

รถชนพระ เด็ก 11 บทเรียนความเสี่ยง "ผู้เชี่ยวชาญ" มองจัดกิจกรรมบนถนน ไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัว ถอดบทเรียนความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงหาคนผิด

รถชนพระ เด็ก 11 บทเรียนความเสี่ยง จัดกิจกรรมบนถนน
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

รถชนพระ เด็ก 11 บทเรียนความเสี่ยง "ผู้เชี่ยวชาญ" มองจัดกิจกรรมบนถนน ไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัว ถอดบทเรียนความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงหาคนผิด

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

รถชนพระ เด็ก 11 บทเรียนความเสี่ยง จัดกิจกรรมบนถนน (70%)

รายละเอียด

รถชนพระ เด็ก 11 บทเรียนความเสี่ยง จัดกิจกรรมบนถนน

รถชนพระ เด็ก 11 บทเรียนความเสี่ยง "ผู้เชี่ยวชาญ" มองจัดกิจกรรมบนถนน ไม่ใช่แค่เรื่องในครอบครัว ถอดบทเรียนความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงหาคนผิด

กรณีเด็ก 11 ขวบ ขับรถกระบะชนพระสงฆ์มรณภาพและบาดเจ็บหลายรูป กลายเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่สะท้อนถึงช่องว่างของความปลอดภัยในสังคมไทย ผู้เชี่ยวชาญชี้ทักษะการขับขี่รถเกียร์กระปุกเป็นเรื่องที่ต้องผ่านการฝึกฝนและย้ำชัด “การปล่อยเด็กขับรถ” คือความเสี่ยงร้ายแรงที่สังคมต้องเลิกมองเป็นเรื่องปกติ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ให้มุมมองกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า การขับรถเกียร์กระปุกนั้นต้องอาศัยทักษะการควบคุมทั้งเกียร์และคลัทช์ที่ต้องผ่านการฝึกฝนมาระดับหนึ่ง ไม่ใช่ทักษะที่จะเรียนรู้ได้ผ่านการมองดูผู้ใหญ่ขับผ่านตาเท่านั้น หากเด็กสามารถนำรถออกไปใช้งานได้จริง ย่อมสันนิษฐานได้ว่าเด็กผู้นี้อาจเคยผ่านการฝึกฝนมาแล้วในระดับหนึ่ง

“มันต้องอาศัยการฝึกหัด เหมือนเราไปขี่จักรยาน ลำพังแค่เห็นแล้วก็มาทำเป็นเลยก็ไม่ง่าย”

“เด็กขับรถ” โจทย์ร่วมของสังคมที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การที่สังคมมักโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้เป็นเรื่องของครอบครัว แต่ในความเป็นจริง ครอบครัวไทยในปัจจุบันมักปล่อยให้เด็กอยู่กับผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้การดูแลเป็นไปได้ยากหรืออาจรับมือไม่ทัน ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอว่าเรื่องของการที่เด็กขับรถ ต้องเป็นโจทย์ร่วมกันที่สังคมต้องรับผิดชอบ โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การเห็นเด็กขับรถควรถูกมองว่าอันตรายพอ ๆ กับการที่เด็กพกอาวุธปืนมาในที่สาธารณะ

ดังนั้นหากคนในชุมชนพบเห็นพฤติกรรมนี้ ต้องไม่นิ่งเฉยหรือมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องกล้าที่จะตักเตือน หรือแจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้านให้เข้ามาจัดการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยขึ้นอีก เหมือนกรณีในช่วงสงกรานต์ปี 2567 ที่เด็กวัย 14 ปีที่ จ.ตรัง ซึ่งต้องจบชีวิตลงจากอุบัติเหตุระหว่างขับรถไปซื้อของให้ครอบครัว

ความเสี่ยงในการจัดกิจกรรมบนถนน

นพ.ธนะพงศ์ ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการจัดกิจกรรมบนท้องถนน เช่น งานกีฬาสีหรือขบวนพระธุดงค์ที่เป็นข่าว โดยเฉพาะในเส้นทางที่เป็นทางโค้งหรือในเขตชุมชนที่ไม่มีไหล่ทาง โดยยกตัวอย่างถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสัปดาห์ก่อนหน้า อย่างเหตุการณ์รถกระบะเสียหลักพุ่งชนขบวนพาเหรดที่ จ.พัทลุง โดยคนขับกล่าวว่าเขาไม่ทราบมาก่อนว่ามีขบวนพาเหรดอยู่ข้างหน้า ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาดูแลจัดการในเรื่องความปลอดภัยอย่างชัดเจน

ในมิติของกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า แม้เด็กจะได้รับโทษตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชน แต่ “ผู้ปกครอง” คือผู้ที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบโดยตรง ซึ่งมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น ฎีกา 480/2548 ที่ระบุว่า หากผู้ปกครองยินยอมให้ลูกที่เป็นผู้เยาว์และไม่มีใบขับขี่ขับรถยนต์ แล้วลูกขับรถไปชนผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัส ให้ถือว่าผู้ปกครองมีความผิดและต้องร่วมรับผิดชอบการกระทำนั้นด้วย

ดังนั้น ต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนน ทุกกิจกรรมที่ใช้ถนนต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงและขออนุญาตอย่างถูกต้อง บทเรียนจากอุบัติเหตุครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาคนผิด แต่คือการเรียกร้องให้สังคมไทยลุกขึ้นมา “ใส่ใจ” และ “กำกับดูแล” อย่างจริงจัง ก่อนที่ท้องถนนหน้าบ้านของเราจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอีกครั้ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus