ธุรกิจ

ตลาดหุ้นเกาหลีเหมือน“ผู้ป่วยไบโพลาร์" นักวิเคราะห์ชี้เลเวอเรจยังเสี่ยง AI ยังไปต่อ แต่ผันผวนขึ้น

ตลาดหุ้นเกาหลี เหมือน “ผู้ป่วยไบโพลาร์" เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย นักวิเคราะห์ชี้ เลเวอเรจยังเสี่ยง AI ยังไปต่อ แต่เส้นทางอาจผันผวนกว่าเดิม

ตลาดหุ้นเกาหลีเหมือน“ผู้ป่วยไบโพลาร์" นักวิเคราะห์ชี้เลเวอเรจยังเสี่ยง AI ยังไปต่อ แต่ผันผวนขึ้น
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

ตลาดหุ้นเกาหลี เหมือน “ผู้ป่วยไบโพลาร์" เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย นักวิเคราะห์ชี้ เลเวอเรจยังเสี่ยง AI ยังไปต่อ แต่เส้นทางอาจผันผวนกว่าเดิม

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ตลาดหุ้นเกาหลีเหมือน“ผู้ป่วยไบโพลาร์" นักวิเคราะห์ชี้เลเวอเรจยังเสี่ยง AI ยังไปต่อ แต่ผันผวนขึ้น (70%)

รายละเอียด

#Samsung Electronics

#Volatility Regime Shift

ตลาดหุ้นเกาหลีเหมือน“ผู้ป่วยไบโพลาร์" นักวิเคราะห์ชี้เลเวอเรจยังเสี่ยง AI ยังไปต่อ แต่ผันผวนขึ้น

อยากลงทุนหุ้นอเมริกา แต่หุ้นเทคฯแพงแล้ว หรือจะไป Non-Tech ดี? | Money Issue EP.68

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 14% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังฟื้นตัวจากการเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์

การฟื้นตัวของตลาดเกิดจากการปิดสถานะขายชอร์ต (Short Covering) และการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ รวมถึงผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง

นักวิเคราะห์เตือนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะผันผวนรูปแบบใหม่ (Volatility Regime Shift) ซึ่งปัจจัยด้านสภาพคล่องและโครงสร้างตลาดมีผลต่อราคามากกว่าปัจจัยพื้นฐาน

การใช้เลเวอเรจในระดับสูงและการกระจุกตัวของเงินลงทุนในหุ้น AI ขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผันผวนรุนแรงหากความเชื่อมั่นนักลงทุนเปลี่ยนแปลง

นักลงทุนควรจับตาทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติและระดับเลเวอเรจในระบบควบคู่ไปกับผลประกอบการบริษัท เนื่องจากเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้นที่สำคัญ

อัสสเดช ชี้ หุ้นไทยยังมีศักยภาพระยะยาว Fund Flow ไหลเข้าฉ่ำ ลุยศึกษาดัชนีใหม่เปิดทางทุนจีนไหลเข้า

ก่อนหน้าการรีบาวด์เพียงไม่กี่วัน ตลาดหุ้นเกาหลีเผชิญแรงขายครั้งใหญ่ จากความกังวลว่าหุ้น AI มีมูลค่าสูงเกินไปประกอบกับการใช้เลเวอเรจในระดับสูง ส่งผลให้เกิดการบังคับขาย (Forced Liquidation) ในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และลุกลามไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก แต่หลังผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด บรรยากาศการลงทุนกลับพลิกจากความวิตกสู่การเข้าซื้ออย่างรวดเร็ว

ดัชนี Kospi พุ่งขึ้นถึง 14% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่หุ้น SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ฟื้นตัวแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ส่วน Samsung Electronics ก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น

อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงได้ผ่านพ้นไป แต่สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่ของความผันผวน” ราคาหุ้นอาจไม่ได้เคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับกระแสเงินทุน การใช้เลเวอเรจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งทำให้ทั้งข่าวบวกและข่าวลบส่งผลต่อตลาดมากกว่าที่เคย

ความผันผวนรูปแบบใหม่

จอง อิน ยุน ผู้จัดการกองทุนจาก Fibonacci Asset Management ระบุว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในทันที แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการปิดสถานะขายชอร์ต (Short Covering) การกลับเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ การปรับพอร์ตของกองทุน ETF แบบใช้เลเวอเรจ รวมถึงกฎใหม่ด้านเงินค้ำประกันสำหรับ ETF เลเวอเรจที่มีผลบังคับใช้ในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม

โดยเขาเปรียบเทียบว่า ตลาดหุ้นเกาหลีในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวเหมือนกับ "ผู้ป่วยไบโพลาร์” ที่เปลี่ยนจากความตื่นตระหนกไปสู่ความคึกคักภายในเวลาเพียงข้ามคืน ทั้งนี้ การปรับขึ้นในระดับเดียวกันอาจไม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวอาจยังไปต่อได้ หากเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าหลังแรงซื้อจากการปิดสถานะขายชอร์ตเริ่มหมดลง

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI (AI Supercycle) ยังไม่สิ้นสุด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาด ในช่วงที่ผ่านมาข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับการลงทุน AI สามารถผลักดันให้หุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันข่าวเชิงลบหรือความกังวลเพียงเล็กน้อยก็สามารถจุดชนวนแรงขายได้ทันที ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Volatility Regime Shift หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ระดับความผันผวนรูปแบบใหม่

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) การใช้เลเวอเรจ และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้น มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเพียงอย่างเดียว

นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดที่ได้รับประโยชน์จากธีม AI มากที่สุด

กลุ่มแรก คือ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น SK Hynix, Samsung Electronics รวมถึงผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปลายทางของเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก หากความคาดหวังต่อการลงทุนด้าน AI เปลี่ยนแปลง ราคาหุ้นอาจตอบสนองอย่างรุนแรงทั้งขาขึ้นและขาลง

กลุ่มสอง คือ ตลาดที่มีการใช้เลเวอเรจและ ETF ในระดับสูง โดยเฉพาะเกาหลีใต้และบางประเทศในเอเชีย ซึ่งการปรับพอร์ตของกองทุนหรือการลดเลเวอเรจสามารถขยายแรงซื้อและแรงขายให้รุนแรงกว่าปกติ

อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ การกระจุกตัวของเม็ดเงินในหุ้น AI ขนาดใหญ่ หลังเงินลงทุนทั่วโลกไหลเข้าสู่หุ้นเพียงไม่กี่ตัว หากความเชื่อมั่นเปลี่ยนไปอาจเกิดการโยกย้ายเงินลงทุน (Rotation) ออกจากหุ้น AI อย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อดัชนีโดยรวม

AI ยังไปต่อ แต่เส้นทางอาจผันผวนกว่าเดิม

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI ยังไม่สิ้นสุด และยังไม่เห็นสัญญาณว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะลดการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลหรือโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่พวกเขาเตือนว่า การลงทุนในระยะต่อจากนี้อาจไม่ได้เป็นการปรับขึ้นอย่างราบรื่นเหมือนในช่วงแรกของกระแส AI

พอล แกมเบิลส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง MBMG Family Office Group ระบุว่า ตลาดอาจเผชิญวันที่ผันผวนรุนแรงเช่นนี้อีกหลายครั้ง เนื่องจากการใช้เลเวอเรจในระบบยังอยู่ในระดับสูง และราคาสินทรัพย์หลายประเภทเริ่มเคลื่อนไหวห่างจากปัจจัยพื้นฐาน โดยเขาเตือนว่า หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง การผสมกันระหว่างเลเวอเรจสูง การลงทุนที่กระจุกตัวในหุ้น AI และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF อาจนำไปสู่การปรับฐานรอบใหม่ได้

จับตา "กระแสเงินทุน" มากกว่าตัวเลขกำไร

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ตัวแปรสำคัญของตลาดในระยะสั้นอาจไม่ใช่ผลประกอบการของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงทิศทางของเงินทุนต่างชาติ ระดับการใช้เลเวอเรจ และการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF ซึ่งสามารถเร่งให้ตลาดเหวี่ยงแรงได้ทั้งสองทิศทาง

เหตุการณ์ในเกาหลีใต้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ AI Supercycle จะยังไม่จบ แต่ตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงที่ "สภาพคล่อง" และ "โครงสร้างของตลาด" มีบทบาทต่อการกำหนดราคาหุ้นไม่แพ้ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ จากนี้ไปสำหรับนักลงทุนการติดตามผลประกอบการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องจับตาทิศทางของเม็ดเงิน ความเชื่อมั่น และระดับเลเวอเรจในระบบควบคู่กันไป เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดได้รวดเร็วกว่าที่เคย

จากนี้เงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นเกาหลีต่อหรือไม่ หลังแรงซื้อจากการปิดสถานะขายชอร์ตเริ่มลดลง หากเม็ดเงินยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวครั้งนี้อาจพัฒนาเป็นการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นที่ยั่งยืนมากขึ้น แต่หากกระแสเงินทุนเริ่มไหลออก ตลาดก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะผันผวนอีกครั้ง

สรุปบทเรียนจากวิกฤตพอร์ตแตกเกาหลี นักลงทุนไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง ?

ถอดบทเรียนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ “ฟองสบู่” ที่รายย่อยสร้างขึ้นเอง

ที่มาข้อมูล CNBC , Bloomberg

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus