สังคม

ช้อปแล้วอย่าลืมทวงเงินคืน เปิดขั้นตอน Tax Refund ที่สนามบิน ซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนคุ้มๆ

ช้อปแล้วอย่าลืมทวงเงินคืน เปิดขั้นตอน Tax Refund ที่สนามบิน ซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนคุ้มๆ

ช้อปแล้วอย่าลืมทวงเงินคืน เปิดขั้นตอน Tax Refund ที่สนามบิน ซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนคุ้มๆ
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

ช้อปแล้วอย่าลืมทวงเงินคืน เปิดขั้นตอน Tax Refund ที่สนามบิน ซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนคุ้มๆ

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ช้อปแล้วอย่าลืมทวงเงินคืน เปิดขั้นตอน Tax Refund ที่สนามบิน ซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนคุ้มๆ (70%)

รายละเอียด

ช้อปแล้วอย่าลืมทวงเงินคืน เปิดขั้นตอน Tax Refund ที่สนามบิน ซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนคุ้มๆ

หนึ่งในความฟินที่สุดของการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะการไปเยือนขาช้อปปิ้งแดนสวรรค์อย่างฝั่งยุโรป ญี่ปุ่น หรือเกาหลี คือการได้เป็นเจ้าของกระเป๋า เสื้อผ้า หรือนาฬิกาแบรนด์เนมไฮเอนด์ในราคาถูกกว่าไทย

ความคุ้มค่าที่แท้จริงจะสมบูรณ์แบบไม่ได้เลย หากลืม "Tax Refund" หรือ “การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม” ซึ่งเปรียบเสมือนส่วนลดท็อปอัพพิเศษ 5% - 15% ที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ คืนให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเรา

ทว่าหลายคนกลับต้องพลาดเงินคืนก้อนโต เพียงเพราะไม่รู้ขั้นตอนที่ถูกต้อง หรือทำผิดสเตปจนโดนปฏิเสธหน้าเคาน์เตอร์

ไทยรัฐออนไลน์ ได้สรุปขั้นตอนการทำ Tax Refund ที่สนามบินแบบเข้าใจง่ายเป็นข้อๆ พร้อมทริกซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนกลับมาคุ้มค่าที่สุดมาฝากกัน

1. เช็กความพร้อมตั้งแต่หน้าร้าน

นักท่องเที่ยวต้องพกพาสปอร์ตติดตัวเสมอ ก่อนจ่ายเงินช้อปปิ้ง ต้องแน่ใจว่าร้านที่ซื้อนั้นสามารถทำ Tax Free หรือ Tax Refund ได้หรือไม่ และแจ้งพนักงานทุกครั้งว่าต้องการทำ “Tax Free” หรือ “VAT Refund” พร้อมยื่นพาสปอร์ตเล่มจริง หรือรูปถ่ายหน้าพาสปอร์ตในบางประเทศ

โดยแต่ละประเทศจะมีกำหนดการซื้อขั้นต่ำต่อร้านหรือต่อวันไม่เท่ากัน เช่น ญี่ปุ่น 5,000 เยนขึ้นไป ส่วนทางฝั่งยุโรปแต่ละประเทศก็จะมีเกณฑ์ต่างกันออกไป

โดยเมื่อซื้อ และชำระสินค้าเสร็จพนักงานจะออก “แบบฟอร์มขอคืนภาษี” (Tax Refund Form) จากบริษัทเอเจนต์ เช่น Global Blue หรือ Planet ร่วมกับใบเสร็จรับเงิน สิ่งที่ต้องทำคือตรวจสอบชื่อ-นามสกุล และเลขพาสปอร์ตให้ถูกต้องทุกตัวอักษร

2. ขั้นตอนสำคัญที่สนามบิน ปั๊มตราศุลกากร  “ก่อน”  เช็กอินกระเป๋า

กฎเหล็กข้อที่หลายคนตกม้าตายมากที่สุด จำไว้ว่า “ห้ามโหลดกระเป๋าที่มีของที่ซื้อลงใต้เครื่องก่อนไปพบศุลกากรเด็ดขาด”

โดยขากลับให้ไปถึงสนามบินก่อนเวลาอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง คิว Tax Refund ที่สนามบินฝั่งยุโรปหรือเอเชียเมืองใหญ่มักจะยาวมาก การเผื่อเวลาคือสิ่งที่ดีที่สุด

โดยต้องมุ่งหน้าไปที่ ศุลกากร (Customs / Tax Refund Stamp) ก่อนเช็กอินขึ้นเครื่องบิน นักท่องเที่ยวต้องยื่นใบเสร็จ, เอกสาร Tax Refund, พาสปอร์ต และตั๋วเครื่องบินฉบับ E-ticket จากเช็กอินออนไลน์ ให้เจ้าหน้าที่ทำการประทับตรา ลงบนเอกสาร หรือสแกนผ่านตู้ระบบดิจิทัล เช่น ระบบ PABLO ในฝรั่งเศส หรือ DIVA ในสเปน

รวมถึงเตรียมสินค้าให้พร้อมโดนตรวจ โดยเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์สุ่มตรวจดูสินค้าจริงที่ซื้อ โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม ดังนั้น “อย่าเพิ่งแกะป้าย หรือนำมาสวมใส่” และจัดวางไว้ในตำแหน่งกระเป๋าที่เปิดออกมาโชว์ได้ง่ายที่สุด

3. วิธีรับเงินคืน Cash หรือ Credit Card แบบไหนคุ้มกว่า

หลังจากได้ตราประทับจากศุลกากรเรียบร้อยแล้ว ให้ผ่านด่านตรวจหนังสือเดินทาง (Immigration) เข้าไปข้างในเพื่อรับเงินคืนที่เคาน์เตอร์ Tax Refund หรือหยอดเอกสารใส่ตู้ไปรษณีย์

รับเป็น “เงินสด” : ข้อดีคือได้เงินสดทันที สามารถนำไปช้อปปิ้งต่อใน Duty Free ได้เลย แต่ข้อเสียคือ มักจะมีค่าธรรมเนียมดำเนินการ (Handling Fee) ต่อใบเสร็จ และอัตราแลกเปลี่ยนอาจจะไม่ดีเท่าไร

คืนเข้า “บัตรเครดิต / Travel Card” : ข้อดีคือได้ยอดเงินคืนเต็มจำนวนมากกว่า ไม่โดนหักค่าธรรมเนียมเงินสด เพียงแค่กรอกหมายเลขหน้าบัตรลงในเอกสารแล้วนำไปยื่นที่ตู้ Tax Refund นั้นๆ ยอดเงินจะโอนกลับเข้าบัตรภายใน 5-14 วันทำการ (แนะนำให้ถ่ายรูปเอกสารที่ประทับตราแล้วเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง)

4. ทริกพิเศษสำหรับสายช้อปให้ได้เงินคืนทุกเม็ด

ของลักชูรีมูลค่าสูง ให้ถือขึ้นเครื่อง: สำหรับกระเป๋าใบละหลายแสน นาฬิการาคาแพง หรืออัญมณี เจ้าหน้าที่ศุลกากรมักจะขอดูของจริงที่เคาน์เตอร์ Tax Refund ฝั่งด้านใน หลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว , ดังนั้น ให้ถือสินค้าเหล่านี้ใส่กระเป๋า Carry-on ติดตัวไว้เสมอ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันติดตามเงินคืน: เอเจนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Global Blue หรือ Planet Tax Free มีแอปพลิเคชันให้โหลด สามารถผูกพาสปอร์ตและบัตรเครดิตไว้ล่วงหน้า เมื่อช้อปปิ้งเสร็จเพียงแค่สแกน QR Code ในแอป ก็จะสามารถติดตามสถานะ  ได้ ตลอดเวลาว่าเงินคืนอนุมัติหรือโอนเข้าบัตรแล้วหรือยัง เ ลือกรูดจ่ายเป็น  “สกุลเงินท้องถิ่น” : เวลาช้อปปิ้งแบรนด์เนมหน้าร้าน ให้เลือกตัดบัตรเป็นสกุลเงินของประเทศนั้นๆ เสมอ (เช่น อยู่ยุโรปให้เลือก EUR, อยู่ญี่ปุ่นเลือก JPY) เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินสองต่อ (DCC) ซึ่งจะทำให้ราคาของแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น

วางแผนขั้นตอนให้เป๊ะ เผื่อเวลาให้พร้อม และเก็บเอกสารให้ครบ เท่านี้ก็สามารถช้อปสินค้าแบรนด์เนมได้อย่างสบายใจ พร้อมรับเงินคืนเข้ากระเป๋าเอาไปต่อยอดทริปหน้าได้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus