สังคม

ความหมาย “เหรียญราชรุจิ” บำเหน็จความชอบในพระองค์ ศักดิ์ศรีแห่งข้าราชบริพารและทายาท

หากกล่าวถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญราชอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรติของไทย “เหรียญราชรุจิ” นับเป็นหนึ่งในเหรียญที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง

ความหมาย “เหรียญราชรุจิ” บำเหน็จความชอบในพระองค์ ศักดิ์ศรีแห่งข้าราชบริพารและทายาท
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

หากกล่าวถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญราชอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรติของไทย “เหรียญราชรุจิ” นับเป็นหนึ่งในเหรียญที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

ความหมาย “เหรียญราชรุจิ” บำเหน็จความชอบในพระองค์ ศักดิ์ศรีแห่งข้าราชบริพารและทายาท (70%)

รายละเอียด

หากกล่าวถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญราชอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรติของไทย “เหรียญราชรุจิ” นับเป็นหนึ่งในเหรียญที่มีความพิเศษอย่างยิ่ง เพราะเป็นเหรียญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบ “ในพระองค์” โดยเฉพาะ สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณและความพึงพอพระราชหฤทัยที่มีต่อผู้ได้รับพระราชทาน กำเนิดเหรียญราชรุจิ จากรัชกาลที่ 5 สู่ปัจจุบันจุดเริ่มต้นของเหรียญราชรุจิเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440 โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้น เพื่อพระราชทานแก่ข้าราชการในราชสำนัก นายทหารรักษาพระองค์ ผู้มีบำเหน็จความชอบ ตลอดจนข้าราชการในราชสำนักต่างประเทศหลังจากนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนรัชกาล พระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อๆ มาก็ได้ทรงสถาปนาเหรียญราชรุจิประจำรัชกาลของพระองค์ขึ้นสืบต่อมา:พ.ศ. 2454: พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)พ.ศ. 2470: พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)พ.ศ. 2502: พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)พ.ศ. 2562: พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ 8) ไม่ได้มีการพระราชทานเหรียญราชรุจิไว้ เนื่องจากเสด็จสวรรคตก่อนการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ความหมายและเอกลักษณ์แห่งสัญลักษณ์เหรียญราชรุจิแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เงินกาไหล่ทอง และ เงิน ใช้ประดับที่อกเสื้อเบื้องซ้าย มีลักษณะเป็นเหรียญกลมซึ่งมีลวดลายและข้อความอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะด้านหน้า เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ (หรือพระบรมรูป) ของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างเหรียญ ล้อมรอบด้วยพระปรมาภิไธยภาษาบาลี อักษรไทย เช่น “จุฬาลังกรโณ ปรมราชาธิราชา” (รัชกาลที่ 5) หรือ “วชิราลงกรโณ ปรมราชาธิราชา” (รัชกาลที่ 10)ด้านหลัง ทำเป็นรูปจักร (ปลายคมจักรเวียนตามเข็มนาฬิกา) กลางวงจักรจารึกข้อความภาษาบาลี อักษรไทยว่า "ราชรุจิยา ทิน์นมิทํ" ซึ่งแปลว่า "เหรียญนี้ทรงพอพระราชหฤทัยพระราชทาน" (ยกเว้นรัชกาลที่ 7 ที่ข้อความดังกล่าวจารึกไว้บนแผ่นป้ายติดห่วงเหรียญ)เอกลักษณ์แพรแถบประจำรัชกาลสีของแพรแถบเหรียญราชรุจิจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละรัชกาล เพื่อระบุรัชสมัยอย่างชัดเจนรัชกาลลักษณะแพรแถบย่อความกว้างรัชกาลที่ 5พื้นสีแดง-รัชกาลที่ 6พื้นสีขาบเข้ม31 มม.รัชกาลที่ 7พื้นสีเขียว33 มม.รัชกาลที่ 9พื้นสีเหลือง ริมสีขาว34 มม.รัชกาลที่ 10พื้นสีเหลือง ริมสีขาว (ชายประดับสีเหลืองริมขาว กว้าง 32 มม. สำหรับสตรีผูกเป็นรูปแมลงปอ)32 มม.อักษรย่อเกียรติยศผู้ได้รับพระราชทานจะได้รับสิทธิ์ใช้อักษรย่อต่อท้ายชื่อตามชนิดเหรียญและรัชกาล เช่น:เหรียญทอง ร.จ.ท. (เช่น ร.จ.ท.10)เหรียญเงิน:ร.จ.ง. (เช่น ร.จ.ง.9) มรดกตกทอดแห่งวงศ์ตระกูลความพิเศษอีกประการของเหรียญราชรุจิ คือการเป็น "สิทธิพระราชทาน" ที่เมื่อผู้ได้รับล่วงลับไปแล้ว เหรียญดังกล่าวจะ ตกทอดแก่ทายาท เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นเกียรติประวัติและที่ระลึกในวงศ์ตระกูลสืบไป (แม้ทายาทจะไม่มีสิทธิ์นำมาประดับก็ตาม)อย่างไรก็ดี หากผู้ได้รับพระราชทานหรือทายาทผู้ถือรักษา กระทำความผิดร้ายแรงหรือประพฤติตนไม่สมเกียรติ ก็อาจทรงมีพระบรมราชโองการให้เรียกคืนเหรียญดังกล่าวได้เช่นกันเหรียญราชรุจิจึงไม่เพียงแต่เป็นเครื่องประดับยศ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเป็นบำเหน็จความชอบที่สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ในพระมหากษัตริย์ไทยทุกยุคสมัย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus