สังคม

คปท. บุก ยธ.ยื่นระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” หวั่นแทรกแซงการเมือง ไม่เชื่อออกมาเลี้ยงหลาน

“พิชิต ไชยมงคล” แกนนำกลุ่ม คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นหนังสือระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ซัดกรมราชทัณฑ์อ้างกฎหมายผิดฝาผิดตัว ไม่เชื่อหากออกมาแล้ว จะกลับบ้านมาเลี้ยงหลาน

คปท. บุก ยธ.ยื่นระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” หวั่นแทรกแซงการเมือง ไม่เชื่อออกมาเลี้ยงหลาน
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

“พิชิต ไชยมงคล” แกนนำกลุ่ม คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นหนังสือระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ซัดกรมราชทัณฑ์อ้างกฎหมายผิดฝาผิดตัว ไม่เชื่อหากออกมาแล้ว จะกลับบ้านมาเลี้ยงหลาน

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

✓ คปท. บุก ยธ.ยื่นระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” หวั่นแทรกแซงการเมือง ไม่เชื่อออกมาเลี้ยงหลาน (70%)

รายละเอียด

คปท. บุก ยธ.ยื่นระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” หวั่นแทรกแซงการเมือง ไม่เชื่อออกมาเลี้ยงหลาน

“พิชิต ไชยมงคล” แกนนำกลุ่ม คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นหนังสือระงับพักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” ซัดกรมราชทัณฑ์อ้างกฎหมายผิดฝาผิดตัว ไม่เชื่อหากออกมาแล้ว จะกลับบ้านมาเลี้ยงหลาน หวั่นแทรกแซงการเมืองทำไทยมีนายกฯ อีก 2 คน เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม(ยธ.) กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ยับยั้งคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ 3 คณะ ในประเด็นการพิจารณาการกระทำผิดวินัยหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมี นายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับมอบเรื่อง นายพิชิต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ คปท. เคยมายื่นหนังสือทักท้วงไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ม.ค. แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ค. กรมราชทัณฑ์ได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการพักโทษนายทักษิณ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำความผิดซ้ำในเวลา 5 ปี ตามเงื่อนไขกฎหมายอาญามาตรา 92 และ 93 ซึ่งทาง คปท.มองว่ากรมราชทัณฑ์อ้างข้อกฎหมายผิด เหมือนการนำคดีแพ่งมาอธิบายคดีอาญา ทั้งที่ควรศึกษาว่าระหว่างที่นายทักษิณโดนหมายขังสั่งจำคุกตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. 2567 นั้นว่ามีพฤติการณ์อย่างไร ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษระดับเรือนจำกลางคลองเปรม ระดับกรม และระดับกระทรวง มีมติให้พักโทษนายทักษิณโดยติดกำไล EM นั้น ต่อมากรมราชทัณฑ์ยืนยันว่ากระบวนการเป็นไปตามกรอบกฎหมาย โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำชี้แจงข้อ 3 ที่ระบุว่านายทักษิณต้องโทษ 3 คดี ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี และศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าไม่อาจนำช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตำรวจมาหักเป็นวันคุมขังได้ การบังคับโทษ 1 ปี จึงมิใช่การกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 92 หรือ 93 และไม่ใช่กรณีนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษแล้วกลับมากระทำผิดอีกภายใน 5 ปี ทำให้นายทักษิณมีคุณสมบัติครบตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องในฐานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง อย่างไรก็ตาม ทาง คปท. เห็นว่าการพิจารณาตามคำชี้แจงข้อ 3 ของกรมราชทัณฑ์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอ้างระเบียบกฎหมายไม่ถูกต้อง โดยขาดการนำเอาคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่กลับนำมาอ้างบิดเบือนทำลายข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาออกคำสั่งคือ 1.การส่งตัวจำเลยไปรักษาตัวนอกเรือนจำไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 และกฎกระทรวงฯ 2. การบังคับโทษไม่ชอบด้วยกฎหมายและจำเลยทราบดีว่าตนไม่ได้ป่วยวิกฤตฉุกเฉิน และ 3.จำเลยมีส่วนตัดสินใจปฏิเสธการผ่าตัดโรคหัวใจและกระดูกคอ แต่เลือกผ่าตัดนิ้วล็อคและเอ็นไหล่ขวาซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เป็นผลให้การรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจขยายเวลาออกไป

นายพิชิต กล่าวว่า คำสั่งศาลฎีกาทั้ง 3 ประเด็นชัดเจนว่านายทักษิณรับรู้และอยู่ในขบวนการบังคับโทษมิชอบ ซึ่งอาจมีโทษอาญาตามมาและเป็นการกระทำผิดวินัยระหว่างต้องขัง ซึ่งผู้ผิดวินัยจะไม่ได้รับการพักโทษตามลักษณะต้องห้ามในการนำตัวออกไปกักขังนอกเรือนจำ ตามประกาศกรมราชทัณฑ์ ข้อ 3 (2) (ข) และ (ค) คือมีประวัติกระทำผิดวินัย หรือเคยกระทำผิดเงื่อนไขหรือผิดอาญาระหว่างถูกกุมขังในสถานที่อื่น ดังนั้น คณะกรรมการพักโทษทั้ง 3 คณะต้องนำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ใช่ไปอ้างเรื่องการไม่กระทำความผิดซ้ำตามมาตรา 92 และ 93 ซึ่งการกระทำของกรมราชทัณฑ์อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ตนมองว่า เมื่อมีการกระทำผิดระหว่างถูกคุมขัง นายทักษิณจึงไม่ควรเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษ และตั้งคำถามไปยังกรมราชทัณฑ์ว่า ได้มีการตั้งกรรมการสอบหรือดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องแล้วหรือไม่ การที่คณะกรรมการทั้ง 3 ชุด ทั้งจากกรมราชทัณฑ์ เรือนจำ และกระทรวงยุติธรรม ยังเดินหน้าพิจารณาพักโทษ อาจเข้าข่ายละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้ นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐมนตรีจะออกมาระบุว่ามีการตรวจสอบรายละเอียดครบถ้วนแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ตอบข้อสงสัยสำคัญเรื่องการกระทำผิดระหว่างถูกคุมขัง โดยมองว่ากรมราชทัณฑ์พยายามอธิบายข้อกฎหมายในลักษณะเลี่ยงประเด็น และลดทอนความร้ายแรงของคำสั่งศาลฎีกา นายพิชิต กล่าวว่า ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหว หากท้ายที่สุดนายทักษิณได้รับการพักโทษจริง กลุ่ม คปท. เตรียมดำเนินการยื่นร้องมาตรา 157 กับคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากเห็นว่าได้รับการทักท้วงอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการยับยั้ง สำหรับการมายื่นหนังสือในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการปล่อยตัวนายทักษิณนั้น นายพิชิตระบุว่าไม่กังวล เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสามารถใช้อำนาจพิจารณาและสั่งประชุมใหม่ได้ ส่วนความกังวลหากนายทักษิณออกมาแล้วจะมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกหรือไม่นั้น นายพิชิต มองว่า แม้เจ้าตัวจะเคยบอกว่าจะออกมาเลี้ยงหลาน แต่สิ่งที่ทำกลับตรงกันข้ามมาโดยตลอด เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยที่มีนายทักษิณเป็นแรงบันดาลใจจะถูกแทรกแซงและมีบทบาทมากขึ้นภายใต้การควบคุมของนายทักษิณ จนอาจทำให้เมืองไทยมีนายกฯสองคน โดยอีกคนอยู่บุรีรัมย์และอีกคนอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งจะทำให้บารมีของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยลดลงจนคล้ายกับมีตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจจัดการจริง และต้องรอดูว่านายทักษิณจะทำให้พรรคโตแบบเดิมหรือโตในแบบที่หัวหน้าพรรคพยายามผลักดัน ดังนั้น คปท.จึงขอให้รัฐมนตรีพิจารณาทบทวนยับยั้งมติดังกล่าวอย่างรอบด้านต่อไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus