เช็กด่วน 10 อาหารเสี่ยง "โรคพยาธิใบไม้ตับ" ระวังตัวอ่อนพยาธิแฝงอยู่ หลายเมนูคนไทยกินบ่อย
รู้จัก "โรคพยาธิใบไม้ในตับ" คืออะไร มีอาการเริ่มต้นอย่างไร อันตรายไหม พร้อมเช็ก 10 อาหารเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับ ควรปรุงสุกก่อนกิน
สรุปสั้น
รู้จัก "โรคพยาธิใบไม้ในตับ" คืออะไร มีอาการเริ่มต้นอย่างไร อันตรายไหม พร้อมเช็ก 10 อาหารเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับ ควรปรุงสุกก่อนกิน
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ เช็กด่วน 10 อาหารเสี่ยง "โรคพยาธิใบไม้ตับ" ระวังตัวอ่อนพยาธิแฝงอยู่ หลายเมนูคนไทยกินบ่อย (70%)
รายละเอียด
เช็กด่วน 10 อาหารเสี่ยง "โรคพยาธิใบไม้ตับ" ระวังตัวอ่อนพยาธิแฝงอยู่ หลายเมนูคนไทยกินบ่อย
โรคพยาธิใบไม้ในตับ เป็นโรคที่หลายคนมองข้าม เพราะในระยะแรกอาจแทบไม่มีอาการ จนทำให้ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ที่มีตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่
ไทยรัฐออนไลน์ ลิสต์ 10 อาหารเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับที่ควรระวัง เนื่องจากหากปรุงไม่สุก ก็อาจมีตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่ หลายเมนูเป็นเมนูฮิตของคนไทยเลย
รู้จัก “โรคพยาธิใบไม้ตับ” คืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไร
โรคพยาธิใบไม้ตับ (ภาษาอังกฤษ : Opisthorchiasis) เป็นโรคที่พบได้ในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ สาเหตุเกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ที่มีตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อน เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตในท่อน้ำดีของตับ และหากปล่อยทิ้งไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น มะเร็งท่อน้ำดีได้
อาการของ “โรคพยาธิใบไม้ตับ” สัญญาณระยะแรก
โรคพยาธิใบไม้ตับระยะแรก มักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง หรือรู้สึกร้อนบริเวณท้อง ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ หากมีพยาธิสะสมมากขึ้น อาจเริ่มเบื่ออาหาร ปวดชายโครงขวา ตับโต และหากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การอักเสบของท่อน้ำดี หรือมะเร็งท่อน้ำดีได้
รวม 10 อาหารเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับ ระวังตัวอ่อนพยาธิ หากติดเชื้ออันตรายต่อสุขภาพ
ความเสี่ยงของโรคพยาธิใบไม้ตับเกี่ยวข้องกับการรับประทาน “ ปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง ” โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบการระบาดของพยาธิ แม้เมนูปลาน้ำจืดพื้นบ้านหลายชนิดจะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน แต่หากปรุงไม่สุกหรือผ่านความร้อนไม่เพียงพอ ก็อาจเป็นช่องทางให้ “ พยาธิใบไม้ตับ ” เข้าสู่ร่างกายได้ผ่าน 10 เมนูอาหาร ดังนี้
เมนูยอดนิยมที่ใช้ปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง จึงมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับที่ ปะปนอยู่ในเนื้อปลาแม้จะคลุก กับมะนาว พริก หรือสมุนไพร ก็ไม่สามารถฆ่าตัวอ่อนพยาธิได้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแบบดิบ
การกินปลาน้ำจืดสดๆ ไม่ว่าจะแล่เป็นชิ้นหรือทำเป็นเมนูดิบ ล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการติด พยาธิใบไม้ตับ วิธีป้องกัน ที่ดีที่สุดคือปรุงปลาให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทานทุกครั้ง
แม้ปลาส้มจะผ่านกระบวนการหมัก แต่การหมักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำลายตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับได้ ทั้งหมด หากต้องการ รับประทาน ควรนำไปทอดหรือปรุงให้สุกก่อนเสมอ
ปลาจ่อมเป็นอาหารหมักพื้นบ้านที่หลายคนเข้าใจว่าปลอดภัย แต่ยังมีโอกาสพบตัวอ่อน พยาธิ หากใช้ ปลาน้ำจืดที่มีการ ปนเปื้อน ควรปรุง ด้วยความร้อนจนสุกก่อนกิน เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
หม่ำปลาที่ทำจากเนื้อปลาหมัก หากรับประทานโดยไม่ผ่านความร้อน อาจยังมีตัวอ่อน พยาธิหลงเหลืออยู่ การนำไป ย่างหรือทอดจนสุก จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ
โรคพยาธิใบไม้ในตับ สาเหตุสำคัญคือการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ที่มีตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่
แม้จะผ่านการย่างหรือหมกไฟ แต่หากใช้ไฟอ่อนหรือปรุงไม่นาน เนื้อปลาด้านในอาจยังไม่ สุกทั่วถึง ตัวอ่อน พยาธิใบไม้ตับสามารถรอดชีวิตได้ จึงควรตรวจให้แน่ใจว่าปลาสุกทั้งชิ้น
ปลาปิ้งที่สุกเฉพาะด้านนอกแต่ด้านในยังดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังคงมีความเสี่ยงต่อการติดโรค พยาธิใบไม้ตับ ควรปิ้ง ด้วยไฟที่เหมาะสมจนเนื้อปลาสุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
ลาบปลาหลายสูตรใช้เนื้อปลาดิบหรือเพียงลวกเล็กน้อย ทำให้ยังมีโอกาสพบตัวอ่อน พยาธิใบไม้ตับ การเติม เครื่องปรุงรสจัดหรือมะนาว ไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ จึงควรเลือกลาบปลาที่ปรุงสุกเท่านั้น
ปลาร้าเป็นอาหารหมักที่ได้รับความนิยม แต่หากกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจยังมีตัวอ่อน พยาธิหลงเหลืออยู่ ควรนำปลาร้า ไปต้ม ผัด หรือปรุงให้เดือดก่อนรับประทาน เพื่อความปลอดภัย
แจ่วบองบางสูตรใช้ปลาร้าหรือปลาหมักเป็นส่วนผสม หากรับประทานแบบไม่ผ่านความร้อน อาจมีความเสี่ยงได้รับตัวอ่อน พยาธิ การเลือก แจ่วบองที่ปรุงสุกหรือผ่านการต้มก่อน จะช่วยลดโอกาสการติดโรคพยาธิใบไม้ตับได้
โรคพยาธิใบไม้ในตับ อันตรายไหม มีวิธีรักษายังไง
โรคพยาธิใบไม้ตับ ถือเป็นโรคที่ อันตราย หากปล่อย ไว้โดยไม่รักษา เพราะตัวพยาธิจะอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีของตับเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี ในบางรายอาจเกิดท่อน้ำดีอุดตัน ติดเชื้อในทางเดินน้ำดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด
หากสงสัยว่า ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับ ควรพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์มักตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ และให้ยาฆ่าพยาธิตามความเหมาะสม ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะต้องได้รับการวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาอย่างถูกต้อง หลังรักษาแล้วควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
อ้างอิงข้อมูล : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล , สำนักปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสะอาด งานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม