นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน
นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล-โลจิสติกส์-การเงิน-พลังงาน เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน
สรุปสั้น
นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล-โลจิสติกส์-การเงิน-พลังงาน เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคน (70%)
รายละเอียด
นายกฯ เปิดเวทีธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย ยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” ดัน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล-โลจิสติกส์-การเงิน-พลังงาน เชื่อมตลาดกว่า 350 ล้านคนเมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม Fairmont Jakarta กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia–Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing the Indonesia–Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy” จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (Kadin Indonesia) มีนายบูดี ซันโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย นายฮาซิม โจโยฮาดีคุสุโม ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการสมาคมธนาคารไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ ภาครัฐและเอกชนไทย-อินโดนีเซีย และสื่อมวลชนกว่า 300 คน ร่วมงาน นายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและอินโดนีเซียยกระดับจาก “คู่ค้า” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน พร้อมขอบคุณ Kadin Indonesia และหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ที่ร่วมจัดเวทีเชื่อมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันความร่วมมือสู่โครงการจริงนายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม “แผ่นดินใหญ่–หมู่เกาะ” เข้าด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่และประตูเศรษฐกิจทางทะเล จากการหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต วานนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียนที่ลึกขึ้น “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” โดยไทยและอินโดนีเซียต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ“ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกาชัดเจน เพื่อให้เอกชนลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ” ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีกไม่นาน และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน สะท้อนศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก นายกรัฐมนตรีชี้ว่า เป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่ “การค้า” แต่ต้องไปสู่ “การลงทุนร่วม–เทคโนโลยี–มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค” พร้อมเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่1. ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาลพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและการรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก2. โลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัลลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี รวมทั้งความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air ในไทย3. การเงินและเศรษฐกิจดิจิทัลต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay–QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน4. พลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซียต้องวัดจาก “สิ่งที่สร้างร่วมกัน” ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้า แต่คืออุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น“ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว โอกาสนี้ ภาคเอกชนกล่าวขอบคุณและรู้สึกยินดีที่นายกรัฐมนตรีมาเยือนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ต่างเห็นด้วยอย่างยิ่งกับผู้นำสองประเทศที่จะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการค้าที่ตั้งเป้าให้เป็น 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล-รัฐบาล เอกชน-เอกชน รวมทั้ง ประชาชน-ประชาชน จะทำให้ไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน และความร่วมมือ และทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคด้วย รวมทั้งภาคเอกชนอินโดนีเซีย ยังมองเห็นจุดแข็งของสองประเทศที่โดดเด่นระดับโลก คือ อุตสาหกรรมฮาลาล Digital Connectivity และความมั่นคงทางอาหาร เชื่อมั่นว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยและอินโดนีเซียจะนำไปสู่ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพ SME และมองไปถึงอนาคตที่ดีจากนอกภูมิภาคอาเซียนด้วย