ขอโทษแอร์สาวมีนา ผงขาว-ผ้าลายช้างมัด "อุทัย" รับสิ้นสวมฮูดน้ำเงินส่งยา ค้นรังได้หลักฐานอื้อ
ตำรวจลุยค้นแหล่งกบดาน “หนุ่มม้ง” มือส่งของให้ “แอร์มีนา” พบ “ผงสีขาว” ซุกในเศษผ้าลายช้าง แต่คนละลอตกับที่เป็นข่าวฉาว ด้าน “สำราญ นวลมา” ยืนยันไม่ผิดตัว ผู้ต้องหารับสารภาพรับกระเป๋าผ้า
สรุปสั้น
ตำรวจลุยค้นแหล่งกบดาน “หนุ่มม้ง” มือส่งของให้ “แอร์มีนา” พบ “ผงสีขาว” ซุกในเศษผ้าลายช้าง แต่คนละลอตกับที่เป็นข่าวฉาว ด้าน “สำราญ นวลมา” ยืนยันไม่ผิดตัว ผู้ต้องหารับสารภาพรับกระเป๋าผ้า
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ ขอโทษแอร์สาวมีนา ผงขาว-ผ้าลายช้างมัด "อุทัย" รับสิ้นสวมฮูดน้ำเงินส่งยา ค้นรังได้หลักฐานอื้อ (70%)
รายละเอียด
ตำรวจลุยค้นแหล่งกบดาน “หนุ่มม้ง” มือส่งของให้ “แอร์มีนา” พบ “ผงสีขาว” ซุกในเศษผ้าลายช้าง แต่คนละลอตกับที่เป็นข่าวฉาว ด้าน “สำราญ นวลมา” ยืนยันไม่ผิดตัว ผู้ต้องหารับสารภาพรับกระเป๋าผ้าลายช้างมาจาก จ.พะเยา ก่อนนำมาบรรจุกล่อง อ้างรับงานมาแล้ว 3 ครั้ง จากผู้ใช้ไลน์ชื่อ “รินริน” ได้ค่าจ้างครั้งละ 6 หมื่นบาท โดยเจ้าตัวได้แต่พร่ำบอก “ขอโทษแอร์ฯสาว” ด้าน ช.ปส.ยกระดับคดีแอร์ฯขนยาเป็น “อาชญากรรมข้ามชาติ” ตั้งคณะทำงานล่าทั้งเครือข่าย ปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกอย่างเด็ดขาด ขณะที่ ป.ป.ส.จับได้อีก สาวจากเชียงรายเดินทางเข้ากรุง เตรียมส่งเฮโรอีนซุก “ถุงชา-กาแฟ” ไปไต้หวัน ส่วน CAAT ยกระดับมาตรการกำกับดูแลสายการบิน ประกาศคุมเข้มห้ามนักบินและลูกเรือรับฝาก รับขน รับหิ้วสิ่งของ หากฝ่าฝืนลงโทษหนักถึงเพิกถอนใบอนุญาต ขณะเดียวกันไทยฉาวไม่เลิก “โปแลนด์-อินโดนีเซีย” ตีข่าวจับ “กัญชา” ลอตใหญ่ น้ำหนักรวมหลายตัน ซุกในสินค้า-ตู้คอนเทนเนอร์ ส่งไปจากไทยเจ้าหน้าที่ทยอยคลี่คลายปมที่มาของเฮโรอีนที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าผ้าลายช้างที่ น.ส.มีนา แอร์โฮสเตสสาวไทย รับจ้างหิ้วจากไทยเข้าประเทศออสเตรเลีย จนถูกตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเมื่อคืนวันที่ 3 ก.ค. ตำรวจจับกุมตัวนายอุทัย คณาภิวัฒน์ ชาวม้ง อายุ 57 ปี ชายสวมเสื้อแจ็กเกตแขนยาว สวมฮู้ดสีน้ำเงินปิดบังใบหน้าและศีรษะ ผู้ขับรถเก๋งนำกล่องพัสดุใส่ถุงผ้าซุกเฮโรอีนมาส่งให้กับ น.ส.มีนา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่คอนโดมิเนียม ย่านบางนา กทม. โดยตำรวจจับกุมนายอุทัยได้ที่ จ.พิษณุโลก และนำตัวมาสอบสวนเพื่อขยายผลถึงตัวการใหญ่บุกค้นแหล่งกบดานย่านกรุงเก่าทั้งนี้ เมื่อช่วงสายวันที่ 4 ก.ค. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำกำลังชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจ นครบาล พร้อมตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และกองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบอพาร์ตเมนต์ ย่านคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นแหล่งกบดานและใช้แพ็กสิ่งของกระเป๋าผ้าซุกซ่อนเฮโรอีนของนายอุทัยพบผงสีขาวตามเศษผ้าลายช้างจากการตรวจค้นภายในห้องพัก พบผ้าลายช้างที่ยังไม่ได้ถูกเย็บให้เป็นกระเป๋า จำนวน 8 ผืน เศษผ้าที่เป็นลายช้างลักษณะถูกตัดแต่งเป็นริ้วๆ จำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้นำเศษผ้าที่ถูกตัดเป็นริ้วมากองและเขี่ยเพื่อนำผงสีขาวที่ติดอยู่ตามเศษผ้าออกมาและบรรจุถุงซิปล็อก เพื่อนำไปทำการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผงชนิดใด อีกทั้งยัง พบเงินสดเป็นแบงก์พันจำนวนมากเร่งตรวจมือถือ–ลายนิ้วมือแฝงนอกจากนี้ ยังพบโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าตังค์ เสื้อผ้ากางเกงยีนส์ขาสั้น และเสื้อสีน้ำเงินแขนสั้น กระเป๋าเป้ ที่คาดว่าเป็นของใช้ที่นายอุทัยใช้ในวันที่นำพัสดุเฮโรอีนไปส่งให้กับแอร์สาวและหลักฐานทั้งหมดที่พบ เจ้าหน้าที่ได้นำมาวางรวมกันเพื่อตรวจยึดไว้ ซึ่งจะให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบโดยละเอียดโดยเฉพาะลายนิ้วมือแฝง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝงที่พบในห้องพัก รวมถึงตรวจสอบผงสีขาวที่เก็บได้จากเศษผ้าลายช้างว่าเป็นสารเสพติดหรือสารชนิดใด พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินและข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือที่ตรวจยึดได้ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไปยอมรับซุกยาเสพติดในผ้าต่อมาเวลา 16.16 น. เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายอุทัยลงจากรถ เพื่อยืนยันของกลางว่าเป็นของนายอุทัยหรือไม่ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ใช้ FTIR (Fourier Transform Infrared Spectroscopy) หรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ในการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีด้วยแสงอินฟราเรด เพื่อตรวจพิสูจน์ผงสีขาวที่ได้จากการเกลี่ยออกมาจากกองเศษผ้าลายช้าง ผลการตรวจยืนยันชัดว่าเป็นเฮโรอีน ทำให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซักถามนายอุทัยว่า กองเศษผ้าลายช้างเป็นสิ่งที่บรรจุยาเสพติดมาใช่หรือไม่ ซึ่งนายอุทัย พยักหน้าตอบรับว่าบรรจุยาเสพติดใส่มาในนั้นจริง ก่อนที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะอธิบายลักษณะและผลการตรวจพิสูจน์ จากการนำตัวอย่างผงสีขาวบนกองเศษผ้าที่เป็นของกลางมาตรวจด้วยเครื่อง FTIR และหลังจากนี้จะส่งห้องแล็บในการตรวจพิสูจน์โดยละเอียดต่อไป แต่ยังไม่สามารถบอกปริมาณของเฮโรอีนที่พบได้ ก่อนที่จะคุมตัวนายอุทัยขึ้นไปตรวจค้นห้องพักซ้ำอีกครั้งสารภาพรับกระเป๋าจาก อ.เชียงคำด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เปิดเผยภายหลังนำตัวนายอุทัย ผู้ต้องสงสัยที่สวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินและเป็นผู้นำพัสดุไปส่งยังคอนโดย่านบางนา กรุงเทพ มหานคร มาชี้จุดแหล่งกบดานและตรวจค้นหาหลักฐาน รวมถึงทำแผนประกอบรับคำสารภาพว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหารายดังกล่าวในลักษณะจับกุมเร่งด่วน ก่อนขอหมายจับจากศาลย้อนหลัง โดยผู้ต้องหาชื่อ “อุทัย” เป็นชาวม้ง จังหวัดน่าน มาเช่าพักอาศัยอยู่ในจุดที่เข้าตรวจค้น จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน เดินทางไปรับกระเป๋าที่อำเภอเชียงคำ จ.พะเยาของที่พบล่าสุดคือชุดที่ตีกลับพล.ต.อ.สำราญระบุอีกว่า นายอุทัยยอมรับว่าไปรับกระเป๋าลายช้าง 4 ตัว จำนวน 12 ใบ และลายช้าง 2 ตัว จำนวน 6 ใบ ภายในบรรจุเฮโรอีนมาแล้ว ก่อนนำมาพักเก็บไว้ในห้องพัก และภายหลังทราบข่าวแอร์โฮสเตสถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย จึงนำเฮโรอีนที่เหลือทิ้งลงชักโครก และนำกระเป๋าบางส่วนไปทิ้งตามจุดต่างๆเพื่อทำลายหลักฐาน ส่วนของกลางที่ตรวจพบในวันนี้ เป็นวัสดุที่ถูกตีกลับมาจากซอยเสือใหญ่ จากการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ยังพบคราบเฮโรอีนตกค้างภายในกระเป๋าที่ตรวจยึดได้ โดยผลตรวจมีค่าความเข้มข้นเกือบ 900 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน ยืนยันว่าเป็นคราบเฮโรอีนที่ยังหลงเหลืออยู่อ้างรับมาจากผู้ใช้ไลน์ชื่อ “รินริน”พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทราบตั้งแต่ต้นว่าภายในกระเป๋าบรรจุเฮโรอีน โดยรับของมาจากคนที่ปกปิดใบหน้า ที่อำเภอเชียงคำ ก่อนโดยสารรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ เก็บของไว้ที่ห้องพัก และนำไปส่งที่คอนโด ย่านบางนา ได้รับค่าจ้างครั้งละ 60,000 บาท และอ้างว่าทำมาแล้ว 3 ครั้ง สำหรับผู้ว่าจ้าง ผู้ต้องหาให้การว่าได้รับการติดต่อจากบุคคลชาวไทยผ่านกลุ่มไลน์ แต่จำชื่อจริงไม่ได้ โดยใช้ชื่อบัญชีในลักษณะชื่อโค้ด เช่น “รินริน” ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบและขยายผลต่อไปรับกระเป๋าผงขาวมาแพ็กจัดส่งส่วนการลำเลียงยาเสพติด พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ผู้ต้องหาระบุว่าไม่ได้เป็นผู้บรรจุเฮโรอีนลงในกระเป๋า แต่รับกระเป๋าที่แพ็กมาเรียบร้อยแล้ว ก่อนนำมาแพ็กใส่กล่องและจัดส่งเท่านั้น ซึ่งผู้ต้องหารับสารภาพว่าการส่งของทั้ง 3 ครั้ง ใช้คนขับรถรายเดียวกันคือ นายอติราช หรือเป้ อายุ 59 ปี โดยติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ ไม่ได้เรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน แม้ผู้ต้องหาจะอ้างว่าไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบมีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินการขอศาลออกหมายจับเพิ่มเติม นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงกับ นายอติราช หรือเป้ ผู้ขับรถที่ใช้รับส่งพัสดุ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐาน หากพบผู้ใดมีส่วนร่วมก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันทียืนยันเป็นคนเดียวกับในภาพกรณีที่มีข้อสงสัยว่าชายสวมเสื้อฮู้ดสีน้ำเงินที่ปรากฏในภาพวงจรปิด เป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาหรือไม่ พล.ต.อ.สำราญยืนยันว่า เป็นบุคคลเดียวกัน เนื่องจากผู้ต้องหารับสารภาพด้วยตนเองว่าเป็นบุคคลในภาพ พร้อมให้ข้อมูลว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุถูกนำไปทิ้งแล้ว แม้สีจะแตกต่างจากเสื้อที่สวมในวันที่ถูกจับกุม แต่เป็นเสื้อยี่ห้อเดียวกันที่เจ้าตัวนิยมสวมใส่และชื่นชอบยี่ห้อนี้ จากการเข้าตรวจค้น 2 จุด เจ้าหน้าที่พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ทั้งเสื้อผ้าที่มีลักษณะคล้ายกับที่ปรากฏในภาพวงจรปิด รวมถึงกระเป๋าที่ใช้บรรจุยาเสพติดบางส่วน ขณะที่จุดทิ้งเสื้อผ้าตามเส้นทางหลบหนียังอยู่ระหว่างติดตามค้นหาไม่ก้าวล่วงคดีออสซีจับแอร์ฯสาวส่วนสถานะของแอร์โฮสเตส ผู้ถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย พล.ต.อ.สำราญระบุว่า เป็นอำนาจการสอบสวนของตำรวจออสเตรเลีย จึงไม่สามารถก้าวล่วงได้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจไทยพร้อมประสานและส่งมอบพยานหลักฐานทั้งหมด หากทางการออสเตรเลียร้องขอเพิ่มเติม“อุทัย” พร่ำขอโทษ “แอร์ฯมีนา”ภายหลังเวลา 17.10 น.เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอุทัยออกจากอพาร์ตเมนต์ นักข่าวพยายามสอบถามว่ามีอะไรอยากจะพูดหรือไม่หรืออยากจะขอโทษอะไรหรือไม่ นายอุทัยระบุตลอดทางว่า “ขอโทษแอร์ฯด้วยครับ ขอโทษที่ทำลงไป ขอโทษจริงๆ ครับ”ทั้งนี้ สำหรับข้อกล่าวหาของผู้ต้องหารายนี้ อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดตามพฤติการณ์ของคดี คาดว่าจะมีหลายข้อหา รวมถึงการกระทำผิดอื่นที่ปรากฏจากพยานหลักฐาน ขณะที่การสอบสวนยังคงเดินหน้าขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งต้นทางและปลายทางต่อไปยกเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติส่วนที่ บช.ปส.วันเดียวกัน พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวเนื่องกับ น.ส.มีนา อย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับการดำเนินคดีในมิติของ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” เพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการเบื้องหลังทั้งหมด คณะทำงานนำโดย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส. พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช.ปส. พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1 บูรณาการร่วมกับ บช.น. The Australian Federal Police (AFP) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรวบรวมพยานหลักฐานทุกมิติไม่ว่าจะเป็นการสอบปากคำเพื่อนสนิทของผู้ต้องหา คนขับรถส่งของ เจ้าของรถส่งของ การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ตลอดจนพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และข้อมูลการติดต่อสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีชี้มีโทษหนักจำคุกสูงสุด 15 ปีจากแนวทางการสืบสวนพบว่า คดีดังกล่าวอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบส่งยาเสพติดระหว่างประเทศ เตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหา “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” กรณีการกระทำ ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นความผิดที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและเกี่ยวเนื่องกันสำหรับความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บช.ปส.จะเดินหน้าขยายผลคดีนี้อย่างเต็มกำลัง เพื่อสืบสาวไปถึงผู้สั่งการ นายทุน ผู้ร่วมขบวนการ และเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ โดยจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดหลบเลี่ยงความรับผิดตามกฎหมาย เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคมและประเทศชาติดีเอสไอฝากขัง 2 ผัวเมียด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ได้ส่งมอบตัวนายอาทิตย์และนางทัดสะพอน ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 3 ก.ค.ว่าได้เริ่มสอบปากคำผู้ต้องหาทันทีหลังรับตัวจนแล้วเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ก่อนควบคุมตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อช่วง 09.00 น.วันที่ 4 ก.ค.ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพในส่วนการกระทำที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา แต่ปฏิเสธความเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งเฮโรอีนในคดีที่เชื่อมโยงกับแอร์โฮสเตสสาว พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม2 ผัวเมียเครือข่ายส่งเฮโรอีนนอนคุกต่อมาที่ศาลอาญา ภายหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำตัวนายอาทิตย์ และนางทัดสะพอน 2 สามีภรรยาผู้ต้องหาคดีรับจ้างส่งพัสดุซุกซ่อนเฮโรอีน มาฝากขังครั้งแรกต่อศาลอาญา ในฐานความผิดร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยทั่วไป โดยผู้ต้องหาทั้งสองยังคงให้การรับสารภาพในส่วนการกระทำที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา แต่ปฏิเสธความเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติด และปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งเฮโรอีนในคดีที่เชื่อมโยงกับแอร์โฮสเตสสาว ต่อมาภายหลังจากที่ฝากขังนายอาทิตย์ และนางทัดสะพอน ไม่ปรากฏว่าทั้งสองคนยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด ทำให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวทั้งคู่ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและทัณฑสถานหญิงกลางต่อไปจับสาวไทยขณะส่งผงขาวไปไต้หวันนอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส.ว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ค.เวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส.เข้าตรวจสอบบริษัทรับส่งพัสดุเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. เป็นจุดเฝ้าระวังการลักลอบส่งยาเสพติดไปยังประเทศไต้หวัน หลังได้รับข้อมูลและพบหญิงต้องสงสัยนำพัสดุมาติดต่อส่งไปยังไต้หวัน ท่าทางมีพิรุธ จึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ขอตรวจสอบ พบกาแฟสำเร็จรูปและชาไทย มีลักษณะการซุกซ่อนเช่นเดียวกับคดีตรวจยึดเฮโรอีนในพื้นที่ซอยรางน้ำที่ ป.ป.ส.ตรวจพบก่อนหน้านี้ เมื่อเปิดตรวจสอบพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในถุงกาแฟสำเร็จรูปขนาดใหญ่ 3 ถุง และถุงชาไทย 1 ถุง รวมน้ำหนัก 2,100 กรัม สอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การว่าเดินทางจากจังหวัดเชียงรายมายังกทม. นำพัสดุดังกล่าวมาส่งไปยังประเทศไต้หวัน โดยรับถุงกาแฟและชาไทยที่ซุกซ่อนเฮโรอีนมาจาก จ.เชียงราย ได้ค่าจ้างเป็นเงินสด 10,000 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนขยายผลเชื่อเครือข่ายเดียวกับที่จับมาก่อนหน้าพ.ต.ต.สุริยากล่าวว่า การตรวจยึดครั้งนี้ มีรูปแบบการซุกซ่อนเช่นเดียวกับคดีตรวจยึดเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในถุงกาแฟ ป.ป.ส.ตรวจพบก่อนหน้านี้ เชื่อได้ว่าอาจเป็นเครือข่ายเดียวกัน หรือมีความเชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายค้ายาเสพติดยังคงพยายามใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดออกไปยังต่างประเทศ อาศัยการอำพรางในสินค้าอุปโภคบริโภค และใช้ระบบขนส่งพัสดุระหว่างประเทศเป็นช่องทางในการกระทำผิด แต่ด้วยการบูรณาการด้านการข่าว การสืบสวน และการเฝ้าระวังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมขอเตือนประชาชนไม่รับฝากหรือรับจ้างส่งพัสดุไปต่างประเทศโดยไม่ทราบแหล่งที่มาหรือไม่ได้ตรวจสอบสิ่งของภายในอย่างละเอียด เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายค้ายาเสพติดและต้องรับโทษตามกฎหมาย แม้อ้างว่าไม่รู้เห็นก็ตามCAAT ออกกฎคุมห้ามรับฝากของวันเดียวกัน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) โดย พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผอ. CAAT ได้ออก “ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง มาตรการควบคุมการรับฝากหรือรับขนสิ่งของโดยสมาชิกลูกเรือของผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ พ.ศ.2569” เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลสายการบินและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกลูกเรือ ป้องกันการใช้สถานะหรือสิทธิของการเป็นสมาชิกลูกเรือในการรับฝาก รับหิ้ว หรือรับขนสิ่งของของบุคคลอื่น เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ของบุคคลอื่น อันไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยการบิน การลักลอบนำเข้าส่งออกยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลการบินพลเรือนของประเทศไทย โดยประกาศฉบับนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป ทั้งนี้ การออกประกาศฉบับดังกล่าว เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีการกำหนดแนวทางยกระดับมาตรการกำกับดูแลสมาชิกลูกเรือ และป้องกันการใช้สถานะลูกเรือในทางที่ไม่เหมาะสมต้องทำระบบคุมสัมภาระลูกเรือ ภายใต้ประกาศฉบับนี้ กำหนดให้ผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (Air Operator Certificate : AOC) ทุกแห่ง ต้องจัดทำระบบควบคุมสัมภาระของสมาชิกลูกเรือ (Crew Baggage Control) อย่างเป็นระบบ กำหนดประเภท ขนาด น้ำหนัก และเงื่อนไขของสิ่งของที่สมาชิกลูกเรือสามารถนำขึ้นอากาศยานได้ พร้อมกำหนดข้อห้ามมิให้ใช้สถานะสมาชิกลูกเรือในการรับฝาก รับหิ้ว รับขน หรือนำส่งสิ่งของของบุคคลอื่น ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่สายการบินมอบหมายสุ่มตรวจ-พบเหตุให้ระงับทำงานนอกจากนี้ ยังให้สายการบินจัดให้มีระบบบริหารความเสี่ยง การสุ่มตรวจ และตรวจค้นสัมภาระของสมาชิกลูกเรือ การฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนัก ระบบรับแจ้งเบาะแส การสอบสวนข้อเท็จจริง และมาตรการทางวินัยอย่างชัดเจน รวมทั้งกำหนดให้บูรณาการมาตรการดังกล่าวไว้ในระบบบริหารจัดการ ระบบการจัดการด้านนิรภัย (SMS) ระบบกำกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Monitoring System) และแผนรักษาความปลอดภัยของผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOSP) ในกรณีที่พบเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกลูกเรืออาจฝ่าฝืนประกาศหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย สายการบินต้องประเมินความเสี่ยง พิจารณาระงับการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวเมื่อจำเป็น รายงานต่อ CAAT โดยไม่ชักช้า และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายหากฝ่าฝืนจ่อถอนใบอนุญาตCAAT จะนำประกาศฉบับนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่ง ของการติดตามสายการบิน ทั้งในการออกใบรับรอง การต่ออายุ และการตรวจติดตาม เพื่อให้มั่นใจว่าสายการบินทุกแห่งมีระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพและปฏิบัติเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด หากพบการฝ่าฝืน นอกจากสายการบินจะต้องดำเนินการทางวินัยแล้ว CAAT ยังสามารถพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตหรือใบรับรองที่เกี่ยวข้องได้ เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัย ความมั่นคง และเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นต่อระบบการบินพลเรือนของประเทศไทยในระดับสากลอินโดฯยึดกัญชาลอตใหญ่จากไทยนอกจากกรณีแอร์โฮสเตสสาวไทยถูกจับเพราะ “รับหิ้ว” กระเป๋าผ้าซุกซ่อนเฮโรอีนเข้าประเทศ ออสเตรเลียแล้ว ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNN) แถลงเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ถึงความสำเร็จในการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ หลังตรวจยึดช่อดอกกัญชา มีต้นทางจากประเทศไทยได้มากกว่า 3.37 ตัน เตรียมกระจายสู่ตลาดมืดในหลายเมืองใหญ่ ของอินโดนีเซีย รวมทั้งเตรียมนำไปสกัดเป็นสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล หรือ THC สำหรับใช้ในบุหรี่ไฟฟ้าซุกในกระเป๋าเดินทาง–กล่องส่งทางเรือBNN ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งใน การทลายเครือข่ายลักลอบขนส่งกัญชารายใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยมีมา หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนและติดตามความ เคลื่อนไหวของขบวนการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.-1 ก.ค. กัญชาของกลางถูกตรวจพบภายในตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ขนส่งมาจากประเทศไทย ผ่านท่าเรือตันจุงปรียอก กรุงจาการ์ตา แม้เอกสารศุลกากรจะถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อตรวจสอบภายใน เจ้าหน้าที่พบช่อดอกกัญชาถูกซุกซ่อนอยู่ใน กระเป๋าเดินทางกว่า 500 ใบ และกล่องบรรจุภัณฑ์ยางพาราอีก 80 กล่อง จากนั้นเจ้าหน้าที่ใช้มาตรการส่งมอบภายใต้การควบคุม (controlled delivery) เพื่อติดตามรถบรรทุก 2 คัน ที่ลำเลียงของกลางไปยัง คลังสินค้าในเมืองเกรซิก จังหวัดชวาตะวันออก ก่อนเข้าตรวจค้นและยึดของกลางทั้งหมด พร้อมรถบรรทุก ที่เกี่ยวข้องอีก 4 คันคาดนำไปสกัดผสมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าBNN เปิดเผยว่า กัญชาที่ตรวจยึดได้ไม่ได้มีเป้าหมายจำหน่ายในรูปกัญชาแห้งทั่วไป แต่ถูกเตรียม นำไปสกัดเป็น THC เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในน้ำยา บุหรี่ไฟฟ้าแบบเติม โดยมีแผนกระจายสินค้าไปยังหลายพื้นที่สำคัญ อาทิ กรุงจาการ์ตา บาหลี ชวาตะวันออก เซมารัง สุมาตราใต้ และบาลีปาปัน การตรวจยึดครั้งนี้ยังเป็นผลจากการขยายผลต่อเนื่องหลังพบกัญชา 22 กิโลกรัม ในเมืองปูร์วากาตาเมื่อก่อนหน้านี้เร่งล่า 2 ตัวการใหญ่ “มาเลย์–จีน”ในส่วนของการดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จับกุมผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว 12 คน ในจำนวนนี้ เป็นชาวต่างชาติ 1 คน และอยู่ระหว่างขยายผลถึงบทบาทของเครือข่าย ท้องถิ่น ทั้งพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่คลังสินค้า และผู้ประสานงานด้านโลจิสติกส์ นอกจากนี้ BNN ยัง ประกาศตัวผู้ต้องหาชาวต่างชาติอีก 2 ราย ถูกระบุว่า เป็นผู้บงการใหญ่ที่ปฏิบัติการจากต่างประเทศ ได้แก่ ชายชาวมาเลเซีย ใช้อักษรย่อ CKF หรือ L และชาย ชาวจีนใช้อักษรย่อ ZL หรือ J โดยอยู่ระหว่างการ ประสานงานเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายปราบปรามยาเสพติดเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยผู้กระทำ ความผิดฐานลักลอบขนส่งยาเสพติดอาจถูกลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตโปแลนด์สกัดจับกัญชาจากไทยในขณะที่อินโดนีเซียกำลังเร่งกวาดล้างเครือข่าย ข้ามชาติ ทางการโปแลนด์ก็เพิ่งประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ในการสกัดจับกัญชาจากไทยเช่นกัน โดยนายมาร์ชิน เคียร์วินสกี รมว.มหาดไทยโปแลนด์ แถลงผลการตรวจยึดกัญชาลอตใหญ่ น้ำหนักรวม 1,194 กิโลกรัม ถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศไทย มีมูลค่าในตลาดมืดสูงถึงประมาณ 48 ล้านซลอตี (หรือกว่า 424 ล้านบาท)ซุกกัญชาในก้อนอิฐ 2 ตู้สินค้ากัญชาดังกล่าวถูกตรวจพบในตู้คอนเทนเนอร์สินค้า 2 ตู้ ที่ส่งมาจากประเทศไทยผ่านท่าเรือฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อนมุ่งหน้าสู่โปแลนด์ โดยตู้คอนเทนเนอร์แรก พบกัญชา 815 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในอิฐที่ดัดแปลงเป็นพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ส่วนตู้คอนเทนเนอร์ที่สองพบกัญชาเพิ่มเติมอีก 379 กิโลกรัม ที่ปลายทางใน โปแลนด์ โดยใช้วิธีซุกซ่อนในอิฐลักษณะเดียวกัน ทางการโปแลนด์ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจาก ความร่วมมือผ่านกรอบคำสั่งสืบสวนสอบสวนยุโรป (European Investigation Order) โดยมีหน่วยงาน ศุลกากรของเยอรมนี ตลอดจนองค์การตำรวจยุโรป (Europol) และองค์การเพื่อความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของสหภาพยุโรป (Eurojust) ร่วมสนับสนุนการสืบสวน จนนำไปสู่ การทลายเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากเอเชียสู่ยุโรปได้สำเร็จรวบแล้ว 8 ผู้ร่วมขบวนการรมว.มหาดไทยโปแลนด์ ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ เริ่มจับกุมผู้ต้องสงสัยตั้งแต่เดือน พ.ค. สามารถจับกุม ผู้ต้องหา 4 รายแรก ที่เมืองชเชชิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโปแลนด์ ระหว่างขนถ่ายสินค้า ก่อนจับกุมเพิ่มอีก 4 ราย ใกล้เมืองปอซนาน ในเดือน มิ.ย. ส่งผลให้มีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 8 ราย ปัจจุบันผู้ต้อง สงสัย 6 ราย ถูกควบคุมตัวระหว่างรอการพิจารณาคดีในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดปริมาณมากและมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม มีโทษจำคุกสูงสุด ถึง 20 ปี ทั้งนี้ หน่วยพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ได้ ยกระดับบทบาทในการปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สามารถตรวจยึดยาเสพติดชนิดต่างๆได้เกือบ 2 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 100 ล้านซลอตี หรือประมาณ 884 ล้านบาทอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่