สังคม

รู้เท่าทันบาดแผลทางใจ เทียบ 2 วิธีรับมือหลังเหตุรุนแรงที่ส่งผลต่างกันสิ้นเชิง

เปรียบเทียบ 2 วิธีรับมือจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง ระหว่าง “รับฟังอย่างเข้าใจ” กับ “พยายามให้ลืม” วิธีไหนช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจได้อย่างยั่งยืน

รู้เท่าทันบาดแผลทางใจ เทียบ 2 วิธีรับมือหลังเหตุรุนแรงที่ส่งผลต่างกันสิ้นเชิง
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

เปรียบเทียบ 2 วิธีรับมือจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง ระหว่าง “รับฟังอย่างเข้าใจ” กับ “พยายามให้ลืม” วิธีไหนช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจได้อย่างยั่งยืน

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

รู้เท่าทันบาดแผลทางใจ เทียบ 2 วิธีรับมือหลังเหตุรุนแรงที่ส่งผลต่างกันสิ้นเชิง (70%)

รายละเอียด

รู้เท่าทันบาดแผลทางใจ เทียบ 2 วิธีรับมือหลังเหตุรุนแรงที่ส่งผลต่างกันสิ้นเชิง

การรับมือบาดแผลทางใจหลังเหตุการณ์รุนแรง ระหว่าง “การรับฟังอย่างเข้าใจ” และ “การพยายามให้ลืม” ส่งผลต่อการฟื้นตัวต่างกันสิ้นเชิง การเข้าใจความต่างช่วยให้ดูแลจิตใจได้อย่างถูกต้อง

เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรง ความสูญเสีย หรือสถานการณ์วิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง ปฏิกิริยาของมนุษย์ในการรับมือและเยียวยาตนเองหรือคนรอบข้างมักแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ แต่สองแนวทางที่พบได้บ่อยที่สุดและมักถูกนำมาใช้โดยไม่ทันระวัง คือ “การพยายามให้ลืม” และ “การรับฟังอย่างเข้าใจ”

แม้ทั้งสองวิธีอาจมีจุดเริ่มต้นจากความปรารถนาดีที่ต้องการให้ผู้เจ็บปวดพ้นจากความทุกข์โดยเร็ว แต่ในเชิงจิตวิทยา การรับมือทั้งสองแบบกลับส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูสภาพจิตใจ (Mental Recovery) ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“พยายามให้ลืม” การกดทับความรู้สึกที่อาจสร้างบาดแผลลึกกว่าเดิม

คำพูดติดปากอย่าง “ปล่อยมันไปเถอะ” “อย่าไปคิดถึงมันเลย” หรือ “พยายามลืมๆ มันไปซะ” เป็นคำแนะนำที่พบได้บ่อยเมื่อมีใครสักคนต้องเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตระบุว่า การพยายามบังคับตนเองหรือผู้อื่นให้ลืมเหตุการณ์เลวร้าย มักนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Emotional Suppression (การกดทับอารมณ์)

กรมสุขภาพจิต ระบุว่า การกดเก็บความรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ทำให้ความทรงจำนั้นหายไปจริง แต่เป็นการผลักความทรงจำและอารมณ์เชิงลบลงสู่ระดับจิตใต้สำนึก ซึ่งอาจส่งผลเสียในระยะยาว ดังนี้

เกิดภาวะ Rebound Effect: ยิ่งพยายามลืม จิตใต้สำนึกยิ่งจดจ่อ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้นบ่อยขึ้นโดยไม่ตั้งใจ อาการทางกายไม่ทราบสาเหตุ:  ความเครียดที่ถูกกดทับอาจสะท้อนออกมาในรูปของอาการนอนไม่หลับ ฝันร้าย ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือแน่นหน้าอก เสี่ยงต่อการเกิด PTSD:  การไม่ประมวลผลความรู้สึกอย่างถูกวิธีอาจพัฒนาไปสู่ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (Post-Traumatic Stress Disorder)

“รับฟังอย่างเข้าใจ” ขุมพลังแห่งการเยียวยาจิตใจอย่างยั่งยืน

ตรงกันข้ามกับแนวทางแรก “การรับฟังอย่างเข้าใจ” (Empathetic Listening) คือหัวใจสำคัญของกระบวนการปฐมพยาบาลทางจิตใจ (Psychological First Aid: PFA) ตามหลักการขององค์การอนามัยโลก (WHO)

การรับฟังอย่างเข้าใจไม่ได้หมายถึงการให้คำแนะนำหรือการพยายามแก้ปัญหาทันที แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้ปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีกระบวนการทำงานที่ส่งผลต่อจิตใจ ดังนี้

การยอมรับความรู้สึก (Validation): ทำให้ผู้สูญเสียหรือผู้เผชิญเหตุรู้สึกว่าความตกใจ ความเศร้า หรือความโกรธของตนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ การเรียบเรียงความทรงจำ (Cognitive Processing): การได้เล่าหรือระบายช่วยให้สมองจัดระเบียบเหตุการณ์และอารมณ์ที่สับสน ส่งผลให้ความรุนแรงของบาดแผลทางใจลดลงอย่างเป็นขั้นตอน ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว: การมีผู้รับฟังที่พร้อมเข้าใจโดยไม่ตัดสิน ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยและการสนับสนุนทางสังคม (Social Support)

แนวทางการดูแลจิตใจตนเองและคนรอบข้างหลังเผชิญเหตุรุนแรง

หากคนใกล้ชิดหรือตัวคุณเองกำลังประสบภาวะสะเทือนใจจากเหตุการณ์รุนแรง สามารถนำแนวทางปฏิบัติตามหลักจิตวิทยาไปปรับใช้ได้ดังนี้:

หลีกเลี่ยงการตัดสินหรือเร่งรัด:  ไม่รีบสรุปว่า “เรื่องแค่นี้เอง” หรือเร่งให้ผู้ประสบเหตุต้อง “เข้มแข็ง” ในทันที ใช้การรับฟังแบบไม่ขัดจังหวะ: สะท้อนความรู้สึกด้วยคำพูดสั้นๆ เช่น “เข้าใจว่ามันยากมาก” หรือ “ตั้งรับไม่ทันจริงๆ” เคารพความเงียบ: หากผู้ประสบเหตุยังไม่พร้อมพูด ไม่ควรบังคับ ให้แสดงออกผ่านการอยู่เคียงข้างและพร้อมช่วยเหลือเมื่อเขาต้องการ ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ:  หากพบว่ามีอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ หรือตกใจง่ายต่อเนื่องเกิน 1 เดือน ควรสังเกตสัญญาณและติดต่อนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ช่องทางช่วยเหลือ: สายด่วนสุขภาพจิต 1323 (โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus