“เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง
“เรืองไกร” ร้อง กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ ปมสั่งย้าย “ราเชน ศิลปะรายะ” อธิบดีกรมฝนหลวง
สรุปสั้น
“เรืองไกร” ร้อง กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ ปมสั่งย้าย “ราเชน ศิลปะรายะ” อธิบดีกรมฝนหลวง
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง (70%)
รายละเอียด
“เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง
“เรืองไกร” ร้อง กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ ปมสั่งย้าย “ราเชน ศิลปะรายะ” อธิบดีกรมฝนหลวง
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ ยื่นคำร้องทางไปรษณีย์ส่งไปยัง กกต. เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวง ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัว ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า การยื่นหนังสือลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรโดยให้เหตุผลเนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ และได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการไต่สวนความจริง ถือว่ามีน้ำหนัก กรณีดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุริยะในฐานะรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่และต่อมานายสุริยะก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าวโดยยอมรับว่าหลานตัวเองได้ติดต่อไปยังนายราเชนเพื่อขอดูงบประมาณปี 70 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์ว่าการโยกย้ายเพราะใกล้เกษียณราชการ พร้อมเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆจึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เป็นความปรากฏต่อ กกต. ซึ่ง กกต. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่านายสุริยะเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่ จึงได้ขอให้ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมมีหนังสือให้นายสุริยะเข้าให้ข้อเท็จจริงประกอบ เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาต่อไป พร้อมขอให้มีคำสั่งให้นายสุริยะหยุดปฏิบัติหน้าที่