สังคม

“ศุภมาส” ตรวจคลินิกเสริมความงามที่หาดใหญ่ ลั่นฟันทันที หากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

“ศุภมาส” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลุยตรวจคลินิกเสริมความงาม ที่หาดใหญ่ ลั่น ทุกคลินิกต้องมีสัญญา หากพบเอาเปรียบผู้บริโภคพร้อมฟันทันที

“ศุภมาส” ตรวจคลินิกเสริมความงามที่หาดใหญ่ ลั่นฟันทันที หากพบเอาเปรียบผู้บริโภค
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

“ศุภมาส” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลุยตรวจคลินิกเสริมความงาม ที่หาดใหญ่ ลั่น ทุกคลินิกต้องมีสัญญา หากพบเอาเปรียบผู้บริโภคพร้อมฟันทันที

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

“ศุภมาส” ตรวจคลินิกเสริมความงามที่หาดใหญ่ ลั่นฟันทันที หากพบเอาเปรียบผู้บริโภค (70%)

รายละเอียด

“ศุภมาส” ตรวจคลินิกเสริมความงามที่หาดใหญ่ ลั่นฟันทันที หากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

“ศุภมาส” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ลุยตรวจคลินิกเสริมความงาม ที่หาดใหญ่ ลั่น ทุกคลินิกต้องมีสัญญา หากพบเอาเปรียบผู้บริโภคพร้อมฟันทันที

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ลงพื้นที่ตรวจ คลินิกเสริมความงาม ณ ห้างสรรพสินค้าใน อ.เภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ร่วมด้วย โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เทศบาลนครหาดใหญ่ และสภาองค์กรของผู้บริโภค หน่วยประจำจังหวัดสงขลา ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภค

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ของ สคบ. พบว่าในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 การร้องทุกข์ในพื้นที่จังหวัดสงขลา อันดับ 1 คือ เรื่องคลินิกเสริมความงาม โดยส่วนใหญ่เป็นการขอเงินคืนเพราะยังไม่ได้ใช้บริการจากกรณีที่คลินิกปิดกิจการหรือไม่สามารถให้บริการได้ รองลงมาคือซื้อแล้วเปลี่ยนใจไม่มาใช้บริการ และการบาดเจ็บหรือผลข้างเคียงจากการเสริมความงาม ซึ่งพอทราบว่าเจ้าหน้าที่กำลังลงตรวจในพื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุด ตนจึงไปดูด้วยตนเอง อยากเห็นกับตาว่าผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และผู้บริโภคได้รับบริการที่ปลอดภัยจริง

ทั้งนี้ อำนาจหน้าที่ของ สคบ. คือการควบคุมสัญญา ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ที่กำหนดให้ธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 คลินิกทุกแห่งต้องจัดทำสัญญาและส่งมอบให้ผู้รับบริการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริโภคเสียหายจริง สคบ. ฟ้องคดีแทนได้ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บสัญญากลับไปตรวจสอบ หากพบข้อสัญญาที่ไม่เป็นไปตามประกาศ สคบ. จะดำเนินคดีทันที

นางสาวศุภมาส เผยอีกว่า สัญญามาตรฐานระบุสิทธิของผู้บริโภคไว้ชัดเจน ทั้งสิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วัน และได้รับเงินคืนเต็มจำนวนหากยังไม่ใช้บริการ สิทธิขอเงินคืนตามสัดส่วนเมื่อคลินิกปิดกิจการ ปิดปรับปรุง ย้ายสถานที่ หรือมีใบรับรองแพทย์ว่าการใช้บริการต่อไปอาจเสี่ยงอันตราย รวมถึงกำหนดคืนเงินภายใน 15 วันสำหรับเงินสด เงินโอน และเช็ค หรือภายใน 45 วันสำหรับบัตรเครดิต

สำหรับการกำกับดูแลคลินิกเสริมความงามยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายของหน่วยงานอื่นอีกหลายฉบับ สคบ. จึงทำงานร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และแพทยสภา เพื่อตรวจสอบทั้งใบอนุญาต มาตรฐานการให้บริการ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“ขอย้ำว่าทุกคลินิกเสริมความงามต้องทำสัญญาให้ถูกต้องและส่งมอบให้ผู้รับบริการ ส่วนประชาชนก่อนเข้ารับบริการ ขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตของสถานประกอบการ ดูเครื่องหมาย อย. ของผลิตภัณฑ์ และเก็บสัญญาไว้ทุกฉบับ อย่าหลงเชื่อโฆษณาราคาถูกผิดปกติหรือคำโฆษณาออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจเสียทั้งเงินและเสี่ยงต่อชีวิต หากผู้ประกอบการรายใดเอาเปรียบผู้บริโภค สคบ. จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด”

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากการเข้ารับบริการคลินิกเสริมความงาม สามารถร้องทุกข์ได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus