"AI" สวมบทบาท "สตง." วินิจฉัย TH-AI Passport
ลองให้ “AI” สวมบทบาทเป็น “สตง.” แล้วให้พิจารณาโครงการ “TH–AI Passport” ให้ดูที และนี่คือผลที่ได้ คอนเทนต์นี้มาจากเฟซบุ๊กเพจ “นักกินเมือง” โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.69
สรุปสั้น
ลองให้ “AI” สวมบทบาทเป็น “สตง.” แล้วให้พิจารณาโครงการ “TH–AI Passport” ให้ดูที และนี่คือผลที่ได้ คอนเทนต์นี้มาจากเฟซบุ๊กเพจ “นักกินเมือง” โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.69
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ "AI" สวมบทบาท "สตง." วินิจฉัย TH-AI Passport (70%)
รายละเอียด
ลองให้ “AI” สวมบทบาทเป็น “สตง.” แล้วให้พิจารณาโครงการ “TH–AI Passport” ให้ดูที และนี่คือผลที่ได้ คอนเทนต์นี้มาจากเฟซบุ๊กเพจ “นักกินเมือง” โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.69ในฐานะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดินให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการหากพิจารณาจากพยาน หลักฐาน ข้อมูล TOR และข้อต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายในโครงการ TH–AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท สตง.จะตั้งประเด็นในการตรวจเงินแผ่นดินและวินิจฉัยเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์การตรวจสอบ 3 ด้าน ดังนี้ครับ1.การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม (Compliance & Fairness) ประเด็นนี้ตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์ “ล็อกสเปก” หรือ “เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่ง” ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 หรือไม่ข้อสังเกตจากเอกสาร TOR: การระบุเงื่อนไขให้ผู้ชนะประมูลต้องจัดทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่าน “จอแสดงผลในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา (6,000 จอ)” ถือเป็นข้อกำหนดที่มีลักษณะ “จำกัดสิทธิหรือตัดโอกาส” ของผู้ประกอบการรายอื่นโดยไม่จำเป็นมาตราที่เกี่ยวข้อง : ขัดต่อ มาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่บัญญัติว่า“การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ...ห้ามมิให้กำหนดคุณลักษณะเฉพาะให้ใกล้เคียงกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือผู้จำหน่ายรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือเจาะจง หรือกำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่ทำให้ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายบางรายไม่มีโอกาสเข้าแข่งขัน...”พฤติการณ์ส่อทุจริต (Conflict of Interest): หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า 3 บริษัทที่ร่วมสืบราคากลาง กลายมาเป็นกลุ่มร่วมค้า (Consortium) ที่ชนะการประมูลเสียเอง และมีความเชื่อมโยงกับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อดังกล่าวพฤติการณ์นี้ สตง.จะชี้มูลว่า มีเจตนาจำกัดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และอาจส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (กฎหมายฮั้ว) ต่อไป2.การตรวจสอบการดำเนินงานและความคุ้มค่า (Perfor mance & Value for Money Audit) ประเด็นนี้ตรวจสอบว่า เงินงบประมาณ 1,621 ล้านบาท ถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อเงินภาษีของประชาชนสูงสุดหรือไม่ (ไม่ใช่แค่คิดราคาเฉลี่ยต่อหัวแล้วบอกว่าถูก)รูปแบบการจัดซื้อจัดจ้าง (Licensing Model): การซื้อสิทธิ์ AI แบบรายบัญชี (Account) จำนวน 5 ล้านบัญชี นาน 1 ปี ถือเป็นความเสี่ยงต่อความสูญเปล่าทางการเงิน (Waste of Funds) เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถรับประกันได้ว่าประชาชนทั้ง 5 ล้านคนจะใช้งานจริงจนเต็มมูลค่าทางเลือกที่ประหยัดกว่า ในทางเทคนิคและหลักการจัดการงบประมาณด้านไอที สตง.จะตั้งคำถามว่า เหตุใดกระทรวงดีอีจึงไม่เลือกจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-per-use หรือ Token-based)ซึ่งหากไม่มีคนใช้ เงินงบประมาณก็ยังคงอยู่ ไม่สูญเปล่าไปกับการเหมาจ่ายให้บริษัทตัวกลางล่วงหน้าความยั่งยืน (Sustainability) โครงการนี้เป็นการ “เช่าใช้” ระยะสั้น 1 ปี เมื่อหมดสัญญางบประมาณก็หมดไป โดยที่ประเทศไม่ได้ระดมทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ของตัวเอง (Local Infrastructure) หรือเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ยั่งยืน สตง.จะประเมินว่า “ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว”3.การตรวจสอบไทม์ไลน์และความผิดปกติก่อนการประมูล (Pre–procurement Timeline) ประเด็นนี้ตรวจสอบกระบวนการภายในและความโปร่งใสเรื่องช่วงเวลาระยะเวลาการประกวดราคา...โครงการมูลค่าสูงถึง 1,621 ล้านบาท แต่ให้ระยะเวลาเตรียมเอกสารและยื่นซองเพียงประมาณ 34 วัน เป็นระยะเวลาที่กระชั้นชิดเกินไปสำหรับบริษัททั่วไปในการติดต่อ Partner ระดับโลกเพื่อทำดีลขนาดใหญ่ ถือเป็นการปิดกั้นผู้แข่งขันรายใหม่ทางอ้อม ข้อพิรุธเรื่องเอกสารภายใน หากตรวจสอบพบพยานหลักฐาน (ตามที่ฝ่ายค้านอ้าง) ว่าบริษัทผู้ชนะมีการประชุม คิกออฟ หรือรับทราบข้อมูลโครงการ (TOR) ตั้งแต่ปลายปี 2568 ก่อนที่จะมีการประกาศจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2569 สตง.จะถือว่า “ข้อมูลรั่วไหล” และมีการสมยอมกันล่วงหน้าซึ่งทำให้การประมูลแบบ e–bidding กลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสารความเห็นและข้อสั่งการของ สตง. (สรุปคำวินิจฉัย)...เพิ่มเติมข้อความ ข้อความด้านล่างนี้คือข้อสมมติฐานโดย AI จากพยานหลักฐานเบื้องต้น สตง.พิจารณาแล้วเห็นว่า โครงการ TH-AI Passport มีข้อบกพร่องร้ายแรงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดเงื่อนไข TOR ที่ไม่โปร่งใสข้อสั่งการขั้นต่อไปของ “สตง.” 1.สั่งระงับการเบิกจ่ายเงิน... แจ้งไปยังกระทรวงดีอีให้ชะลอหรือระงับการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนที่เหลือไว้ก่อน จนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น2.เรียกตรวจสอบเชิงลึก...เรียกข้าราชการระดับสูง คณะกรรมการกำหนดราคากลาง และคณะกรรมการ TOR มาชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการระบุสเปก “จอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ”3.ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.รวบรวมสำนวนพฤติการณ์ส่อล็อกสเปกและฮั้วประมูล ส่งต่อให้สำนักงาน ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีอาญาและวินัยขั้นเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องต่อไปขอย้ำทิ้งท้ายอีกครั้งว่า นี่คือผลการวิเคราะห์ที่มาจาก AI Gemini เวอร์ชันฟรี ข้อมูลจาก AI อาจผิดพลาดได้.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม