สังคม

จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง “นายกฯ” ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว

“ปกรณ์” บอก จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง “นายกฯ” ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว บอกบกพร่องเกือบทุกขั้น มีคนเกี่ยวข้องมากกว่า 100 ลั่น เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่จบแน่

จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง “นายกฯ” ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

“ปกรณ์” บอก จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง “นายกฯ” ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว บอกบกพร่องเกือบทุกขั้น มีคนเกี่ยวข้องมากกว่า 100 ลั่น เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่จบแน่

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง “นายกฯ” ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว (70%)

รายละเอียด

จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง “นายกฯ” ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว

“ปกรณ์” บอก จบแล้วสอบโกงท้องถิ่น เตรียมส่ง “นายกฯ” ฟันต่อ ชี้ มีบิ๊กข้าราชการเอี่ยว บอกบกพร่องเกือบทุกขั้น มีคนเกี่ยวข้องมากกว่า 100 ลั่น เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่จบแน่

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แถลงที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4/2569 ว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในการตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน ซึ่งหลังจากนี้ที่ประชุมจะมีการส่งรายงานและปรับปรุงข้อเสนอแนะ จากนั้นก็จะส่งไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการโดยเร็วต่อไป

พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้คณะกรรมการฯ ได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้วว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง และมีขั้นตอนใดที่มีข้อบกพร่องบ้าง ซึ่งเราพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100 คน

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะว่ากันไปตามลำดับ เพราะอันนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่จะบอกว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการออกมา

สำหรับ กรณีที่ประกาศผลสอบไปแล้ว รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะรับไปดำเนินการต่อไป พร้อมยอมรับว่ากรณีดังกล่าวมีการพาดพิงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ส่วนทางคู่สัญญาก็มีปัญหาบางประเด็นที่จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดความเสียหายมากมายต่อรัฐ

นอกจากนี้ นายปกรณ์ ยังระบุด้วยว่า กรณีดังกล่าวจะต้องมีการสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร แต่กลับปล่อยให้มีข้อบกพร่องและนำมาสู่เหตุการณ์เช่นนี้ ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยคงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล ก่อนทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ”

ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวเสริมว่า ได้ใช้เวลาในการตรวจสอบภายใน 30 วัน ตามนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบ โดยย้อนไปดูจุดกำเนิดถึงการขออัตราว่ามีที่มาอย่างไร พบว่ามีความผิดปกติในเรื่องการขออัตรา ซึ่งจะเกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรอง และการบรรจุ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา และเป็นข้อสังเกตที่เสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในเรื่องการพิจารณากรอบอัตรา

ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ดูว่าตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ มีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หรือเป็นจุดผิดสังเกตที่นำไปสู่การทุจริตได้ โดยก่อนการสอบได้พิจารณาข้อมูลที่ได้มาจากการดูเอกสาร และเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ทีโออาร์ที่ออกมาปฏิบัติถูกต้อง หรือ เอื้ออะไรหรือไม่ ขณะที่ระหว่างสอบก็มีการคุมสอบ การแบ่งศูนย์สอบ แต่ช่วงที่สำคัญคือหลังการสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าช่วงหลังการสอบมีประเด็นเรื่องการแก้ไขคะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งจำนวน และมีความผิดปกติของใบคะแนน ดังนั้น สิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมาได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น และจะทำข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องของตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้งแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องต่อยอดในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคณะกรรมการไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้

สำหรับการปรับปรุงทบทวนองค์คณะ หรือวิธีการทั้งหมด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ก็จะเสนอว่าส่วนราชการใด เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะรับทำเรื่องใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเดินในมิติของการดำเนินคดีอย่างไร ถือเป็นบทสรุปที่ได้จัดทำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับความคิดเห็น และจะต้องปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย คาดใช้เวลา 1-2 วัน ก่อนจะนำเสนอประธาน และคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนรายงานต่อนายกรัฐมนตรี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus