สังคม

Louis Vuitton ชนะคดี Molly Tea ละเมิดเครื่องหมายการค้า บทเรียนของเคสนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของโลโก้

ศาลพิพากษาให้ Molly Tea ชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.3 ล้านหยวน ให้แก่ Louis Vuitton หลังวินิจฉัยว่าโลโก้ของแบรนด์คล้ายกับ Monogram Flower ของ Louis Vuitton จนเข้าข่ายละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า

Louis Vuitton ชนะคดี Molly Tea ละเมิดเครื่องหมายการค้า บทเรียนของเคสนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของโลโก้
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

ศาลพิพากษาให้ Molly Tea ชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.3 ล้านหยวน ให้แก่ Louis Vuitton หลังวินิจฉัยว่าโลโก้ของแบรนด์คล้ายกับ Monogram Flower ของ Louis Vuitton จนเข้าข่ายละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

Louis Vuitton ชนะคดี Molly Tea ละเมิดเครื่องหมายการค้า บทเรียนของเคสนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของโลโก้ (70%)

รายละเอียด

from digital economies to the art of brand identity

#Trademark Infringement

#ละเมิดเครื่องหมายการค้า

Louis Vuitton ชนะคดี Molly Tea ละเมิดเครื่องหมายการค้า บทเรียนของเคสนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของโลโก้

อยากลงทุนหุ้นอเมริกา แต่หุ้นเทคฯแพงแล้ว หรือจะไป Non-Tech ดี? | Money Issue EP.68

ศาลจีนตัดสินให้บริษัทแม่ของ Molly Tea ชดใช้ค่าเสียหาย 10.3 ล้านหยวน ฐานละเมิดเครื่องหมายการค้า 7 รายการของ Louis Vuitton

ประเด็นหลักคือการใช้ลายดอกไม้ 4 กลีบที่คล้ายกับ Monogram Flower ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ Louis Vuitton ใช้มาตั้งแต่ปี 1896

Louis Vuitton ดำเนินคดีเพื่อปกป้องความโดดเด่นของแบรนด์ตามหลัก Trademark Dilution ป้องกันการลดทอนคุณค่าของเครื่องหมายการค้า

แม้จะเป็นธุรกิจเครื่องดื่มและแฟชั่น แต่ศาลมองว่าการใช้สัญลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันอาจส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์และมูลค่าของแบรนด์หรู

ฝ่าย Molly Tea ยืนยันจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นสูงเพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ซีพีแรม รุกอาหารพร้อมรับประทาน 3.62 หมื่นล้าน ส่ง “มังกรหยก” ชิงตลาดติ่มซำ

ทำไมแบรนด์หรูระดับ Louis Vuitton ถึงฟ้องร้านชานม? คำตอบไม่ใช่เพราะโลโก้คล้ายเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสิ่งที่แบรนด์กำลังปกป้องคือมูลค่าของแบรนด์ที่สร้างมานานกว่าศตวรรษ

ล่าสุดศาลในประเทศจีนมีคำพิพากษาให้ Molly Tea เชนชานมชื่อดังของจีน ชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.3 ล้านหยวน (ราว 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 55 ล้านบาท) ให้แก่ Louis Vuitton หลังศาลวินิจฉัยว่าโลโก้ดอกไม้ของแบรนด์มีความคล้ายคลึงกับ “โมโนแกรมรูปดอกไม้” หรือ Monogram Flower ของ Louis Vuitton จนเข้าข่ายละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า

โลโก้ดอกไม้กลายเป็นประเด็นร้อนของชาวเน็ต

คำพิพากษาระบุว่า Shenzhen Mile Catering Management Co., Ltd. บริษัทแม่ของ Molly Tea และร้านแฟรนไชส์แห่งหนึ่งในเขตอู๋จง เมืองซูโจว ได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Louis Vuitton จำนวน 7 รายการ โดยเฉพาะลายดอกไม้ 4 กลีบ (Four-Petal Flower) ที่เหมือนกันกับ Monogram Flower หนึ่งในสัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton ที่ถูกออกแบบโดย Georges-Louis Vuitton ในปี 1896 พร้อมกับลายโมโนแกรมและอักษรย่อ LV อันโด่งดัง เพื่อสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์และช่วยป้องกันการลอกเลียนแบบสินค้าในยุคนั้น

ลายดังกล่าวประกอบด้วยดอกไม้ 2 รูปแบบ ได้แก่ ดอกไม้ทรงแฉกคล้ายดาว (Star-shaped Flower) และดอกไม้ 4 กลีบทรงโค้งมน (Rounded Four-Petal Flower) ซึ่งต่อมากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของลาย Louis Vuitton Monogram Canvas ที่ใช้บนกระเป๋าและเครื่องหนังของแบรนด์

ปัจจุบัน Monogram Flower ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายตกแต่งบนสินค้าเท่านั้น แต่ยังได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นคอลเลกชันเครื่องประดับ นาฬิกา และแอ็กเซสซอรีระดับลักชัวรี จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ผู้บริโภคทั่วโลกจดจำและเชื่อมโยงกับแบรนด์ Louis Vuitton ได้ในทันที

ทั้งนี้แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งให้ Molly Tea ชำระค่าเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวน 10 ล้านหยวน และชดใช้ค่าดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 300,000 หยวน รวมเป็น 10.3 ล้านหยวน ภายใน 10 วัน แต่ในด้านของ Molly Tea ยืนยันว่าแบรนด์จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลชั้นสูงเพื่อดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

คดีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากบนแพลตฟอร์ม Weibo ของจีน โดยมีผู้ใช้งานจำนวนมากถกเถียงกันว่าโลโก้ของ Molly Tea มีความคล้ายกับโมโนแกรมรูปดอกไม้ของ Louis Vuitton มากเพียงใด ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าทั้งสองบริษัทดำเนินธุรกิจคนละประเภท คือ เครื่องดื่มและสินค้าแฟชั่น จึงไม่น่าจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน

นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงต้นกำเนิดของโมโนแกรมรูปดอกไม้ของ Louis Vuitton ที่บางความเห็นมองว่าลวดลายดังกล่าวอาจได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะและลวดลายดั้งเดิมของจีน หรือหลายความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ระบุถึงกรอบกฎหมายเรื่องนี้ว่า

แม้องค์ประกอบทางวัฒนธรรมจะเป็นสมบัติสาธารณะ แต่เมื่อมีการนำมาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าแล้ว ระบบกฎหมายจีนยึดหลัก First-to-File ที่ผู้จดทะเบียนก่อนย่อมได้รับสิทธิ์ก่อน ทำให้ผู้ถือสิทธิสามารถคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของตนได้ แม้จะเป็นองค์ประกอบที่มีต้นกำเนิดจากศิลปะดั้งเดิมก็ตาม

เมื่อ Brand Identity กำหนด “มูลค่าของแบรนด์” (Brand Equity)

ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญามองว่าในยุคที่ มูลค่าของแบรนด์ (Brand Equity) กลายเป็นทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจ การปกป้องเครื่องหมายการค้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการป้องกันสินค้าปลอมอีกต่อไป แต่รวมถึง การปกป้องอัตลักษณ์ของแบรนด์ทั้งหมด

ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ ลวดลาย สี รูปทรง หรือองค์ประกอบการออกแบบที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ เพราะหากมีการใช้สัญลักษณ์ที่ใกล้เคียงจนทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่ามีความเกี่ยวข้องกับเจ้าของแบรนด์เดิมก็อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายได้ แม้ว่าทั้งสองธุรกิจจะจำหน่ายสินค้าอยู่คนละอุตสาหกรรมก็ตาม

โมโนแกรมรูปดอกไม้ของ Louis Vuitton ได้รับการยอมรับว่าเป็น “เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียง” (Well-known Trademark) ซึ่งในหลายประเทศ รวมถึงจีน เครื่องหมายการค้าประเภทนี้ได้รับความคุ้มครองกว้างกว่าสินค้าหรือบริการที่จดทะเบียนไว้

กล่าวคือ แม้ทั้งสองบริษัทจะไม่ได้แข่งขันในตลาดเดียวกัน แต่หากมีการใช้โลโก้ สัญลักษณ์ หรือลวดลายที่ใกล้เคียงกันจนผู้บริโภคอาจเชื่อว่าทั้งสองแบรนด์มีความเกี่ยวข้องกัน หรือทำให้เอกลักษณ์ของแบรนด์เดิมถูกลดทอน เจ้าของเครื่องหมายการค้าก็สามารถดำเนินคดีได้

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่เรียกว่า Trademark Dilution หรือ การทำให้เครื่องหมายการค้าเสื่อมคุณค่า ซึ่งต่างจากคดีละเมิดเครื่องหมายการค้าทั่วไปที่ต้องพิจารณาว่าผู้บริโภคจะเกิดความสับสนหรือไม่ว่าเป็นสินค้าของแบรนด์เดียวกัน

หลัก Trademark Dilution มุ่งคุ้มครอง “ความโดดเด่น” (Distinctiveness) และ “มูลค่าของแบรนด์” (Brand Equity) โดยเฉพาะสำหรับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยกฎหมายมองว่า หากปล่อยให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ใช้สัญลักษณ์ที่คล้ายคลึงกันอย่างแพร่หลาย แม้ผู้บริโภคจะรู้ว่าไม่ได้เป็นบริษัทเดียวกัน แต่ความเชื่อมโยงระหว่างสัญลักษณ์นั้นกับเจ้าของแบรนด์ก็จะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้เครื่องหมายการค้าสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์

หลัก Trademark Dilution แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

Dilution by Blurring หรือการทำให้ความโดดเด่นของเครื่องหมายการค้าเลือนราง เช่น การที่ธุรกิจหลายประเภทนำลวดลายหรือโลโก้ที่คล้ายกับแบรนด์ดังไปใช้จนผู้บริโภคไม่ได้เชื่อมโยงสัญลักษณ์นั้นกับเจ้าของแบรนด์เพียงรายเดียวอีกต่อไป

Dilution by Tarnishment หรือการทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เสียหาย เช่น การนำโลโก้ของแบรนด์หรูไปใช้กับสินค้าคุณภาพต่ำ ธุรกิจที่ไม่เหมาะสม หรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเจ้าของเครื่องหมายการค้า

สำหรับคดีระหว่าง Louis Vuitton กับ Molly Tea มีองค์ประกอบของ Trademark Infringement เป็นหลัก และศาลก็ได้พิจารณาภายใต้ประเด็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าแต่เหตุผลที่ Louis Vuitton เลือกดำเนินคดีกับร้านชานมก็สะท้อนหลักการ Trademark Dilution อย่างชัดเจน นั่นคือการปกป้องไม่ให้ โมโนแกรมรูปดอกไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์สูญเสียความโดดเด่นจากการถูกนำไปใช้ในธุรกิจอื่น

ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกเลยมักดำเนินคดีอย่างจริงจัง แม้คู่กรณีจะไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรง เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังปกป้อง ไม่ใช่เพียงยอดขายของสินค้า แต่รวมไปถึงองค์ประกอบการออกแบบที่สร้างการจดจำ ไม่ว่าจะเป็นลายโมโนแกรม รูปทรง สี หรือสัญลักษณ์ที่กลายเป็นอัตลักษณ์และตัวกำหนดคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้เวลาสั่งสมมานานหลายสิบปีหรือในบางกรณีมากกว่าหนึ่งศตวรรษ

ไม่ใช่แค่ Louis Vuitton สงครามโลโก้เกิดขึ้นทั่วโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Louis Vuitton เป็นหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินคดีด้านเครื่องหมายการค้ามากที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรมแฟชั่น เช่น กรณีฟ้องร้อง My Other Bag ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าแคนวาสที่พิมพ์ภาพกระเป๋า Louis Vuitton ในลักษณะล้อเลียน แม้ท้ายที่สุดศาลสหรัฐฯ จะตัดสินให้ Louis Vuitton แพ้คดี โดยเห็นว่าเป็นงานล้อเลียน (Parody) ที่ผู้บริโภคทั่วไปไม่น่าจะเข้าใจผิด แต่คดีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังของแบรนด์ในการปกป้องเครื่องหมายการค้าของตน

อีกคดีหนึ่ง คือ การฟ้อง Hyundai Motor Company หลังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เกาหลีใต้ใช้ลวดลายที่มีลักษณะคล้ายโมโนแกรมของ Louis Vuitton ในโฆษณา Super Bowl แม้จะปรากฏเพียงไม่กี่วินาที สุดท้ายทั้งสองฝ่ายเลือกยุติคดีด้วยการตกลงกันนอกศาล

อย่างไรก็ตามความขัดแย้งเรื่องเครื่องหมายการค้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวงการแฟชั่นไฮเอนด์ แต่มีให้เห็นบ่อยครั้งในวงการอื่นๆ เช่น หนึ่งในคดีที่ถูกพูดถึงมากคือข้อพิพาทระหว่าง Chanel และ Huawei เมื่อ Chanel คัดค้านการจดทะเบียนโลโก้ของ Huawei ในยุโรป โดยมองว่ามีลักษณะคล้ายโลโก้ Double C ของแบรนด์ แต่ศาลสหภาพยุโรปเห็นว่ารูปทรงโดยรวมและการรับรู้ของผู้บริโภคแตกต่างกัน จึงยกคำคัดค้านของ Chanel

ขณะที่ Apple ก็เคยคัดค้านการจดทะเบียนโลโก้ลูกแพร์ของแอปพลิเคชัน Prepear โดยให้เหตุผลว่าอาจสร้างความสับสนกับโลโก้รูปแอปเปิลของบริษัท แม้สุดท้ายทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้ แต่คดีดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงไปทั่วโลกถึงขอบเขตของการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า

ส่วนในประเทศไทย คดีที่สร้างความสนใจอย่างมากในวงการการตลาด คือ ข้อพิพาทระหว่าง Luckin Coffee จากจีนกับผู้ประกอบการไทยในปี 2022 หลังบริษัทพบว่ามีร้านกาแฟในประเทศไทยใช้ชื่อ Luckin Coffee พร้อมโลโก้รูปหัวกวาง สีประจำแบรนด์ การตกแต่งร้าน รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับต้นฉบับ โดยแตกต่างเพียงการกลับทิศทางของโลโก้กวางเท่านั้น

ข้อพิพาทยืดเยื้อหลายปี เนื่องจากบริษัทไทย Royal 50R Group อ้างว่าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยไว้ก่อน ภายใต้หลัก First-to-File ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของกฎหมายเครื่องหมายการค้าในหลายประเทศ

อย่างไรก็ตามในปี 2025 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางของไทยมีคำพิพากษาฉบับใหม่ ยืนยันว่า Luckin Coffee จากจีนเป็นผู้มีสิทธิที่ดีกว่าในเครื่องหมายการค้าและโลโก้ พร้อมสั่งเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของ Royal 50R ห้ามใช้ชื่อ Luckin Coffee ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน รวมถึงโลโก้รูปหัวกวาง และให้ชดใช้ค่าเสียหายและค่าดำเนินคดีรวมกว่า 46 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในค่าเสียหายที่สูงที่สุดของคดีเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย

แม้ข้อเท็จจริงของคดี Luckin Coffee และ Louis Vuitton แต่ทั้งสองคดีสะท้อนแนวโน้มสำคัญของโลกธุรกิจในปัจจุบันว่า การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องสินค้าและบริการ แต่เกิดขึ้นในสนามของทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายบอกแหล่งที่มาของสินค้าเท่านั้น แต่เป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นผู้บริโภคและมูลค่าแบรนด์ (Brand Equity) ในระยะยาว

อ่านเพิ่มเติม รู้จัก Luckin Coffee เชนร้านกาแฟจีนล้มยักษ์ที่เติบโตไวจนขึ้นอันดับหนึ่งแซงหน้า Starbucks

ที่มาข้อมูล SCMP , China Daily , The Fashion Law , WorldTrademarkReview , INTA

คลิกอ่านคอลัมน์ "BrandStory" เพิ่มเติม

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

พิมพ์ชญา ภมรพล

from digital economies to the art of brand identity

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus