ธุรกิจ

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ยื่นเอกสารแบบลับต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ตามหลังคู่แข่งอย่าง Anthropic ท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ยื่นเอกสารแบบลับต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ตามหลังคู่แข่งอย่าง Anthropic ท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic (70%)

รายละเอียด

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

OpenAI บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ยักษ์ใหญ่ผู้พัฒนา ChatGPT ได้แถลงยืนยันว่า บริษัทได้ยื่นเอกสารแสดงความจำนงแบบลับ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมดำเนินการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO แล้ว ตามหลังคู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic

การเคลื่อนไหวของ OpenAI เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่คู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic ผู้พัฒนาแชตบอต "Claude" และเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด "Claude Code" เพิ่งประกาศยื่นไฟลิ่งแบบลับเพื่อเตรียมเข้าตลาดหุ้นไปก่อนหน้า และเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกันกับที่ SpaceX ของอีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นเจ้าของแชตบอต AI "Grok"  กำลังจะเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (Nasdaq) ด้วยมูลค่าบริษัทที่คาดว่าจะสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม OpenAI ระบุในแถลงการณ์ว่ายังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาหรือขนาดของการเสนอขายหุ้นที่แน่นอน โดยระบุว่า "เรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องช่วงเวลา และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะมีหลายสิ่งที่เราต้องการทำ ซึ่งน่าจะทำได้ง่ายกว่าหากยังคงสถานะเป็นบริษัทเอกชน แต่เราตัดสินใจเปิดเผยแผนการนี้ล่วงหน้าเนื่องจากคาดว่าข้อมูลอาจจะรั่วไหลออกไป"

แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า OpenAI กำลังเป้าหมายที่จะทำสถิติมูลค่าบริษัทแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33 ล้านล้านบาท) ในการเปิดตัวสู่ตลาดหุ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายในเดือนกันยายนนี้ โดยก่อนหน้านี้ในการระดมทุนรอบล่าสุด OpenAI มีมูลค่าประเมินในตลาดเอกชนอยู่ที่ 8.52 แสนม้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Anthropic นำอยู่เล็กน้อยที่ 9.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

เหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้บรรดายักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ต้องเร่งเข้าสู่ตลาดทุน คือความต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปใช้จ่ายในส่วนของ "ระบบประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน" ซึ่งใช้ในการสร้าง ฝึกฝน และทดสอบโมเดล AI ขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่า OpenAI ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่รายได้ของบริษัทยังห่างไกลจากจุดนั้นมาก แม้ว่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา OpenAI จะทำรายได้ต่อเดือนได้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเติบโตเร็วกว่า Alphabet และ Meta ในยุคเริ่มต้นถึง 4 เท่า แต่บริษัทได้แจ้งต่อผู้ลงทุนว่า ไม่คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้จนกว่าจะถึงปี 2030

ในทางกลับกัน ฝั่งคู่แข่งอย่าง Anthropic ซึ่งก่อตั้งโดย ดาริโอ อะโมเดย์ อดีตผู้บริหารที่แยกตัวมาจาก OpenAI เนื่องจากความเห็นไม่ตรงกับแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้อ้างกับผู้ลงทุนว่า บริษัทคาดว่าจะเริ่มพลิกกลับมาทำกำไรได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากยอดขายของผลิตภัณฑ์และโมเดลรุ่นท็อปอย่าง Mythos เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์

กิล ลูเรีย (กรรมการผู้จัดการของสถาบันการเงิน D.A. Davidson เตือนว่าการเข้าตลาดพร้อมๆ กันของบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้ อาจทำให้เม็ดเงินในตลาดทุนตึงตัว "สิ่งที่ OpenAI ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือการที่เม็ดเงินของนักลงทุนในตลาดมหาชนเหือดแห้งไปซะก่อน เพราะนอกจาก SpaceX และ Anthropic จะต่อคิวรออยู่ข้างหน้าแล้ว คู่แข่งในตลาดปัจจุบันอย่างกูเกิลก็เพิ่งระดมทุนรอบสองไปได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว"

เส้นทางสู่การทำ IPO ของ OpenAI ก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับมรสุมการปรับโครงสร้างองค์กร จากเดิมที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร ก่อนจะตั้งบริษัทลูกแบบหวังผลกำไร ในปี 2019 จนนำไปสู่วิกฤตบอร์ดบริหารสั่งปลด แซม อัลต์แมน ในปี 2023 และการประกาศปรับโครงสร้างใหม่อีกครั้งให้กลายเป็น "บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ" เพื่อเปิดทางให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

โครงสร้างที่ทับซ้อนนี้ทำให้ อีลอน มัสก์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งและผู้สนับสนุนยุคแรก ยื่นฟ้องร้อง OpenAI โดยกล่าวหาว่า แซม อัลต์แมน และผู้บริหารคนอื่น ๆ ละทิ้งภารกิจเดิมที่ทำเพื่อมวลมนุษยชาติ และใช้ประโยชน์จากองค์กรเพื่อความร่ำรวยส่วนตน อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนสหรัฐฯ ได้ตัดสินยกฟ้องคดีของมัสก์ในทุกข้อกล่าวหา ซึ่งคณะนักวิเคราะห์มองว่าคำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้ ได้ช่วยปลดล็อกและเคลียร์อุปสรรคทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุด ทำให้ขจัดข้อกังวลของนักลงทุนก่อนที่ OpenAI จะยื่นไฟลิ่งในครั้งนี้อย่างราบรื่น.

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus