ธุรกิจ

คู่มือลงทุน “หุ้นสหรัฐฯ” จะเริ่มวันนี้! ต้องรู้หรือเข้าใจความเสี่ยงอะไรบ้าง

สนามลงทุนนาทีนี้ใครๆ ก็พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะน่าสนใจ โตแรง แต่ถ้าอยากเริ่มต้นลงทุนตอนนี้ มีสิ่งที่เราต้องรู้ หรือต้องทำความเข้าใจก่อนบุกไปลงทุนไหม?

คู่มือลงทุน “หุ้นสหรัฐฯ” จะเริ่มวันนี้! ต้องรู้หรือเข้าใจความเสี่ยงอะไรบ้าง
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

สนามลงทุนนาทีนี้ใครๆ ก็พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะน่าสนใจ โตแรง แต่ถ้าอยากเริ่มต้นลงทุนตอนนี้ มีสิ่งที่เราต้องรู้ หรือต้องทำความเข้าใจก่อนบุกไปลงทุนไหม?

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

คู่มือลงทุน “หุ้นสหรัฐฯ” จะเริ่มวันนี้! ต้องรู้หรือเข้าใจความเสี่ยงอะไรบ้าง (70%)

รายละเอียด

#New York Stock Exchange

คู่มือลงทุน “หุ้นสหรัฐฯ” จะเริ่มวันนี้! ต้องรู้หรือเข้าใจความเสี่ยงอะไรบ้าง

อยากลงทุนหุ้นอเมริกา แต่หุ้นเทคฯแพงแล้ว หรือจะไป Non-Tech ดี? | Money Issue EP.68

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความโดดเด่นด้วยมูลค่าตลาดกว่า 50% ของโลก และเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น กลุ่ม Magnificent 7

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq 100 ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนภาพรวมธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มเทคโนโลยี

นักลงทุนไทยสามารถเลือกลงทุนได้ 4 รูปแบบหลัก คือ ซื้อหุ้นตรง, ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR), กองทุนรวม และ ETF

ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวังคือราคาหุ้นมีความผันผวนสูงเนื่องจากไม่มีการจำกัด Ceiling/Floor 30% เหมือนตลาดหุ้นไทย

นักลงทุนควรศึกษาเรื่องผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและกฎหมายภาษีทั้งของสหรัฐฯ และไทยก่อนตัดสินใจลงทุน

อัสสเดช ชี้ หุ้นไทยยังมีศักยภาพระยะยาว Fund Flow ไหลเข้าฉ่ำ ลุยศึกษาดัชนีใหม่เปิดทางทุนจีนไหลเข้า

สนามลงทุนนาทีนี้ใครๆ ก็พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะน่าสนใจ โตแรง แต่ถ้าอยากเริ่มต้นลงทุนตอนนี้ มีสิ่งที่เราต้องรู้ หรือต้องทำความเข้าใจก่อนบุกไปลงทุนไหม?

ทำไมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถึงโดดเด่น

สหรัฐฯ เป็นประเทศใหญ่ที่มีนวัตกรรมหรืออุตสาหกรรมหลักของโลก โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาเม็ดเงินจากทั่วโลกหลั่งไหลต่อเนื่องเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ในด้านมูลค่าตลาดถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีสัดส่วนเกิน 50% ของทั้งโลกไปแล้ว เมื่อเงินไหลเข้าไปเยอะสภาพคล่องจะมากขึ้นตามไปด้วย

จุดเด่น ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ มีหุ้นและ ETF ให้เลือกมากกว่า 6,000 ตัว ขณะที่ไทยมีราว 700 ตัว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจด้านนวัตกรรม และมีที่เติบโตที่น่าสนใจ เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, Healthcare, Biotech เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยมีให้เลือก

ทั้งนี้ตัวอย่างหุ้นเทคฯ ที่เราอาจได้ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือมีการเติบโตที่น่าสนใจ คือ กลุ่มหุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) เรียกว่าเป็นชื่อแบรนด์คุ้นหู เช่น Apple, Amazon, Alphabet (Google), Meta, Microsoft, Nvidia และ Tesla

ตลาดหุ้นในสหรัฐฯ-ดัชนีที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง

ในอเมริกามี 2 ตลาดหุ้นหลัก คือ New York Stock Exchange (NYSE) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1792 มีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประวัติมายาวนาน และอีกตลาดที่คนไทยนิยมไปลงทุนคือ Nasdaq ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1971 ปัจจุบันหุ้นเทคฯ ที่หลายคนใช้ผลิตภัณฑ์ก็จดทะเบียนในตลาดนี้

เมื่อพูดถึงดัชนีหุ้นสหรัฐยอดนิยมจะมี 3 ดัชนีที่น่าสนใจ ได้แก่

ดัชนี Dow Jones Industrial Average จะมีหุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัวมาจาก NYSE และ Nasdaq ถือเป็นดัชนีที่อยู่มานานและมีหุ้นชื่อดังอยู่ในนี้มากมาย เช่น Walmart, Johnson & Johnson และ Visa เป็นต้น

ดัชนี S&P 500 คือหุ้นขนาดใหญ่ที่มูลค่าตลาดสูงที่สุด 500 ตัวแรกใน NYSE และ Nasdaq หลายคนเลยเชื่อว่าถ้าซื้อกองทุนรวมหรือ ETF ดัชนีนี้จะช่วยกระจายความเสี่ยงในหลายธุรกิจ เช่น JPMorgan, Starbucks, Coca-Cola เป็นต้น

ดัชนี Nasdaq 100 ประกอบด้วยหุ้นที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ 100 ตัว คัดมาจากตลาดหุ้น Nasdaq ตัวอย่างหุ้น เช่น กลุ่ม 7 นางฟ้า, SpaceX (ที่เพิ่ง IPO ไปก็เข้าไปแล้ว) เป็นต้น

ถ้าใครจะซื้อกองทุนรวมดัชนี อยากให้ลองศึกษาเจาะลึกไปว่า ในดัชนีนั้นมีหุ้นอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบางบริษัทก็อยู่ทั้งในดัชนี S&P 500, ดัชนี Nasdaq 100 ได้

ลงทุนหุ้นสหรัฐ ซื้อได้กี่แบบ?

การลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ปัจจุบันทำได้หลากหลายช่องทางตามความถนัดและเงินทุน โดยแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลัก ที่เราต้องพิจารณาให้เหมาะกับตัวเอง

1. ซื้อหุ้นตรง ทุกวันนี้เราสามารถเปิดพอร์ตลงทุนต่างประเทศกับ โบรกเกอร์ในไทยได้มากมาย นอกจากนี้บางโบรกฯ ยังเปิดให้ซื้อ-ขายหุ้นแบบ Fractional Shares (ซื้อหุ้นเศษส่วน) อาจใช้เงินแค่ 1 ดอลลาร์สหรัฐก็ซื้อหุ้นได้แล้ว

ข้อดี: เลือกหุ้นรายตัวได้ตามใจ ได้รับสิทธิ์และเงินปันผลจากหุ้นตัวนั้นโดยตรง

ข้อเสีย: ต้องแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศเพื่อซื้อ ต้องซื้อ-ขายเทรดตามเวลาสหรัฐฯ มีจำนวนการซื้อ-ขายหุ้นขั้นต่ำ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบัญชีและแต่ละโบรกเกอร์)

2. Depositary Receipt (DR) หรือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หมายถึง ผู้ออก DR จะไปซื้อหลักทรัพย์ต่างประเทศมาเก็บไว้ แล้วออก DR นำมาเสนอขายให้นักลงทุนทั่วไป (IPO) ซึ่งจะต้องนำมาจดทะเบียนและซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เรียกว่าผู้ออก DR จะทำหน้าที่เป็นผู้ที่ถือหลักทรัพย์ต่างประเทศแทนนักลงทุน

ข้อดี: ซื้อหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ได้ผ่านกระดานหุ้นไทยด้วยเงินบาท, ซื้อขายขั้นต่ำที่ 1 DR, ใช้พอร์ตหุ้นไทยเดิมได้เลย สำหรับ DR ฝั่งสหรัฐจะมีเปิดช่วงเทรดกลางคืน (19:00 - 03:00 น. ของวันถัดไป) ด้วย

ข้อเสีย: เลือกหุ้นได้จำกัด, ราคาซื้อ-ขายในกระดานไทยอาจคลาดเคลื่อนจากราคาหุ้นหลักในบางช่วง

3. กองทุนรวม ตามชื่อคือจะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะระดมทุนจากนักลงทุน แล้วนำเงินส่วนนี้ไปบริหารจัดการตามนโยบายการเงินลงทุนที่แจ้งไว้ เช่น ถ้ากองทุนมีนโยบายลงทุนในดัชนี S&P 500 ก็จะลงทุนตามนั้น เป็นต้น

ข้อดี: ซื้อ-ขายด้วยเงินบาทในไทยได้ง่าย, มีผู้จัดการกองทุนคอยบริหารพอร์ตให้, ส่วนใหญ่เริ่มต้นลงทุนที่ 500 บาท

ข้อเสีย: จะซื้อขายต้องรอราคา NAV ตอนสิ้นวันทำการเท่านั้น, มีค่าธรรมเนียมการจัดการเพิ่มขึ้นมา

4. Exchange Traded Fund (ETF) มักถูกเรียกว่า กองทุนดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ดัชนี S&P 500, ดัชนี SET เป็นต้น

ข้อดี: กระจายความเสี่ยงได้ด้วย ETF ตัวเดียว, สามารถซื้อ-ขายราคา Real-Time ได้เหมือนหุ้น

ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมการจัดการของกองทุน, บางกรณีต้องเปิดพอร์ตเพื่อลงทุนต่างประเทศเหมือนการซื้อหุ้นตรง

ก่อนลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ต้องเข้าใจความเสี่ยงอะไรบ้าง

แม้อเมริกาจะมีหุ้นระดับโลกมากมาย ฟังดูแล้วมีแต่โอกาสในการเติบโต แต่ก็มีสิ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจและระมัดระวังก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุน

ไม่มีราคาเสนอซื้อ / เสนอขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling/Floor) เหมือนกับไทย เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราคาหุ้นสามารถปรับตัวขึ้นหรือลงได้อย่างรุนแรง ทำให้มีความผันผวนและโอกาสขาดทุน/กำไรสูงมากในวันเดียว *ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้ระดับราคาเสนอซื้อและเสนอขายของหลักทรัพย์ในแต่ละวัน สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นสูงสุด (Ceiling) หรือลดลงต่ำสุด (Floor) ได้ไม่เกิน 30% ของราคาปิดในวันทำการก่อนหน้า

ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าหรือแข็งค่า จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท โดยเฉพาะการลงทุนตรง หรือกองทุนรวมอาจต้องดูว่ามีนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินหรือไม่

ภาษี เท่ากับเราต้องศึกษาเรื่องภาษีทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผล (Dividend Tax) ของสหรัฐฯ รวมถึงภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ถ้ามีการนำกำไรจากการลงทุนต่างประเทศกลับเข้าไทย

มีข่าวบ่อย ตลาดหุ้นเปลี่ยนไว ตลาดอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ เมื่อสภาพคล่องสูง การไหลเวียนของเงินก็ขึ้นๆ ลงๆ ได้แรงไม่แพ้กัน อย่างที่เห็นว่าเมื่อสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ตลาดหุ้นมักปรับตัวตามไปด้วย

สุดท้ายแล้วการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะเราสามารถซื้อหุ้นใหญ่ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ยิ่งต้องวางแผนและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนจะใส่เงินเราลงไปเสมอ

อ้างอิงข้อมูล บล.หยวนต้า , บล.บัวหลวง , บล.กสิกรไทย , Trading View และ SET

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus