กระต่าย พรรณนิภา โต้ปมเบิกบิลทิพย์ ฟ้องกลับอดีตหุ้นส่วนบีบเซ็นสัญญาไม่เป็นธรรม ขู่ปล่อยแชตลับ
กระต่าย พรรณนิภา โต้กลับอดีตหุ้นส่วน หลังถูกฟ้องปมบิลทิพย์ อ้างยกเลิกสัญญาสร้างความเสียหาย 40 ล้านบาท แฉกลับถูกกดดันให้เซ็นสัญญาไม่เป็นธรรม ขู่ปล่อยแชตลับ เตรียมเดินหน้าฟ้องกลับหลายประเด็น
สรุปสั้น
กระต่าย พรรณนิภา โต้กลับอดีตหุ้นส่วน หลังถูกฟ้องปมบิลทิพย์ อ้างยกเลิกสัญญาสร้างความเสียหาย 40 ล้านบาท แฉกลับถูกกดดันให้เซ็นสัญญาไม่เป็นธรรม ขู่ปล่อยแชตลับ เตรียมเดินหน้าฟ้องกลับหลายประเด็น
ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว
✓ กระต่าย พรรณนิภา โต้ปมเบิกบิลทิพย์ ฟ้องกลับอดีตหุ้นส่วนบีบเซ็นสัญญาไม่เป็นธรรม ขู่ปล่อยแชตลับ (70%)
รายละเอียด
กระต่าย พรรณนิภา โต้ปมเบิกบิลทิพย์ ฟ้องกลับอดีตหุ้นส่วนบีบเซ็นสัญญาไม่เป็นธรรม ขู่ปล่อยแชตลับ
งานเข้านักร้องลูกทุ่งสาว กระต่าย พรรณนิภา แบบเต็มๆ เมื่อ กิ๊ก สวรีย์ เลิศไพบูลวณิช นักธุรกิจชาวสกลนคร อดีตหุ้นส่วนแบรนด์อาหารเสริมของกระต่าย ฟ้องร้องดำเนินคดี โดยอ้างว่าพบการเบิกค่าใช้จ่ายบริษัทอันเป็นเท็จ หรือบิลทิพย์ ถึง 22 ครั้ง
และนักร้องสาวตัดสินใจฉีกสัญญา ลบตะกร้าสินค้า รวมถึงลบคลิปวิดีโอโปรโมตสินค้าออกจากช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ทำให้เกิดข้อพิพาทและนำไปสู่การตรวจสอบบัญชีจนพบความผิดปกติในการเบิกค่าใช้จ่ายบริษัท อีกทั้งบอกว่าการยกเลิกสัญญาของกระต่ายทำให้บริษัทได้รับความเสียหายสูงถึง 40 ล้านบาท จึงตัดสินใจดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง และมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานในวันที่ 3 ส.ค. 2569
ล่าสุด กระต่าย พรรณนิภา ก็ได้โพสต์ข้อความชี้แจงถึงประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งโต้กลับอดีตหุ้นส่วนอย่างดุเดือด โดยมีเนื้อหาดังนี้
“จากกระแสดรามาเรื่องหุ้นส่วนธุรกิจแบรนด์คอลลาเจน มียอดขายกว่า 80,000,000 ล้านบาท ที่อีกฝ่ายได้ออกไปร้องสื่อว่าหนูเอาเปรียบเขา ทางหนูไม่ได้นิ่งนอนใจค่ะ หนูได้รวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการทางกฎหมายแล้วค่ะ
ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับบิลเบิกที่ไม่จริง จำนวนเงิน 20,000 กว่าบาท มีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมถึงได้เบิกบิลดังกล่าวไป ในส่วนที่หนูผิดหนูขอโทษจากใจจริง และได้มีการขอโทษเป็นการส่วนตัวกับทางพี่เขาตั้งแต่เกิดเหตุและหนูพร้อมที่จะชำระเงิน 20,000 กว่าบาทให้พี่เขา ณ วันนั้นค่ะ
อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงอีกมุมในส่วนของหนูว่า เหตุใดจึงได้ยกเลิกสัญญากับทางหุ้นส่วน เหตุใดหนูถึงลบตะกร้าสินค้า ใน Seller ของหนู (ซึ่ง Seller ส่วนตัวของทางหุ้นส่วนอีกช่อง เขาก็ยังไม่ได้ลบและไม่ยอมลบคลิปใบหน้าหนู เขานำไปยิงแอดขายคอลลาเจนจนถึงปัจจุบัน)
ก่อนยุติสัญญา หนูได้มีการเจรจาหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยหนูเสนอไปว่าหนูจะขายคอลลาเจนให้หมดตามสต็อก แต่ต้องเป็นสต็อกที่ได้ร่วมตรวจสอบด้วยกันทั้งสองฝ่ายค่ะ หรือถ้าหากหุ้นส่วนไม่อยากร่วมงานกันกับหนูแล้ว หนูยินดีที่จะรับซื้อสต็อกคอลลาเจนที่เขากล่าวอ้างทั้งหมด ด้วยเงินส่วนตัวของหนูเพื่อมารับผิดชอบขายเองค่ะ แต่ทางหุ้นส่วนยืนยันว่าจะต้องต่อสัญญาในฉบับที่เขาร่างมาใหม่เท่านั้น ซึ่งมีระยะเวลานาน 5 ปี
หากหนูไม่ต่อสัญญาฉบับนี้ ฝ่ายหุ้นส่วนจะแฉแชตส่วนตัว ระหว่างหนูกับเขา ที่เคยร่วมกันนินทาบุคคลที่สามร่วมกันในอดีต (และเขาได้ส่งไปให้ทุกคนแล้วในวันที่ 3 หลังจากที่หนูยุติการทำงานค่ะ) รวมถึงจะให้ข่าวกับนักข่าวเรื่องบิลเบิกจำนวนเงิน 20,000 กว่าบาทนี้ ถ้าหากหนูไม่อยากเสื่อมเสียชื่อเสียงต้องแลกด้วยการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของเขา คือหนูต้องรีวิวสินค้าทุกตัว ที่หุ้นส่วนต้องการให้รีวิว นอกเหนือจากแบรนด์คอลลาเจนที่ทำร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น สกินแคร์ หรือสินค้าอื่นๆ โดยให้ค่าจ้างเป็นจำนวนเงินเพียงเดือนละ 100,000 บาท และไม่มีสิทธิ์ในค่าคอมมิชชั่นในการขายใดๆ ด้วย
รวมถึงจะต้องมีการนำคลิปวิดีโอของหนูไปรีรันใน Tiktok ตลอด 24 ชม. และหนูต้องยอมมอบช่องที่หนูสร้างขึ้นเอง 2 ช่อง มีผู้ติดตามรวมกว่า 600,000 คน ให้เขาใช้รีรัน และในสัญญายังมีข้อบังคับอีกว่าหากหนูต้องการผลิตสินค้าใหม่ในแบรนด์ของตัวเอง เขาต้องเป็นผู้หาโรงงานให้หนูแต่เพียงผู้เดียว สินค้าที่หนูจะผลิตทำของตัวเองทุกตัว หุ้นส่วนจะสามารถได้ส่วนต่างจากโรงงานที่เขาหามาได้แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งสัญญาฉบับนี้มีระยะเวลารวมทั้ง 5 ปีค่ะ
ทั้งนี้ค่าความเสียหายที่อีกฝ่ายนำออกไปร้องสื่อเป็นจำนวนเงิน 40 ล้านบาท ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด สต็อกสินค้าที่มีการกล่าวอ้างขึ้นมาว่า คงเหลืออยู่จำนวน 600,000 ห่อ ก็ไม่เป็นความจริง สต็อกสินค้าไม่มีอยู่จริง
เพราะว่าหลังจากที่ยุติสัญญาแล้ว 1 วัน ทางหุ้นส่วนได้ให้ทนายความโทร.มาแจ้งว่า ทางโรงงานผู้ผลิตคอลลาเจนส่งหนังสือมาให้หุ้นส่วน ในหนังสือแจ้งว่ามีสินค้าคงเหลือ เป็นจำนวนเงิน 15,000,000 บาท ซึ่งหนูเองก็แปลกใจตรงนี้ เพราะหนูเพิ่งยุติสัญญาเมื่อวาน แต่ในวันรุ่งขึ้นโรงงานกลับส่งหนังสือมาหาเขาเลย แต่หนูก็คิดว่าถ้ามีของจริงตามที่เขากล่าวอ้างมาหนูก็พร้อมรับผิดชอบค่ะ ทนายหนูจึงแจ้งกลับไปว่าถ้าหากมีสต็อกสินค้าจริงก็ขอให้เข้าร่วมกันตรวจสอบสต็อกด้วยด้วยกันทั้งสองฝ่ายค่ะ
แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการติดต่อกลับมาอีกเลย ซึ่งการที่ทางพี่หุ้นส่วน ได้ออกมาให้ข้อมูลเท็จกับสื่อเช่นนี้ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด หนูเสียหาย
ทั้งนี้หนูได้ดำเดินการทางกฎหมายแล้ว ดังต่อไปนี้ค่ะ
1. ในเรื่องของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและส่วนแบ่งหุ้นส่วนที่ไม่ตรงไปตรงมา ในยอดขายโดยประมาณ 80,000,000 บาท
2. เรื่องการยักยอกภาษีมูลค่าเพิ่มของธุรกิจที่ทำร่วมกัน ไปเป็นภาษีของ หจก. ส่วนตัวอีกฝ่าย อีกทั้งภาษีเงินได้ของหนู 7% เป็นจำนวนเงิน 245,000 บาท (ที่หนูเคยขอใบ 50 ทวิ มาส่งภาษีส่วนตัวของตัวเอง) แต่พี่เขาบอกว่าไม่สามารถออกให้ได้ ถ้าหากจะให้เขาออกใบ 50 ทวิให้ได้หนูอาจจะต้องได้เสียภาษีเป็นสองเด้ง (ซึ่งภาษีสองเด้งที่เขาพูดตรงนี้หนูก็ไม่เข้าใจความหมายที่เขาจะสื่อค่ะ) หนูมีหลักฐานการหักค่ะ
3. ข่มขู่แฉแชตที่พูดคุยกันส่วนตัว ได้มีการกล่าวถึงบุคคลที่สาม เพื่อบังคับต่อสัญญาที่มีค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม เป็นเวลา 5 ปี หนูได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดฐานรีดเอาทรัพย์เรียบร้อยค่ะ
ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการของพนักงานสอบสวน และ ทีมทนายความในการฟ้องคดีต่อศาลค่ะ
ทั้งนี้สิ่งที่หนูพูดมาทั้งหมดมีพยานหลักฐานครบถ้วน และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อศาล และในส่วนที่เขาฟ้องหนูหนูก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นกันค่ะ
อย่างไรก็ตามในด้านของกระแสสังคมหนูพร้อมออกไปชี้แจงข้อมูลในส่วนของหนูพร้อมกันกับคู่กรณีในรายการโหนกระแสเท่านั้น ซึ่งหนูได้แจ้งวัน เวลา ที่ไม่ติดงานลูกค้าให้กับทีมงานโหนกระแสแล้วค่ะ
หลังจากที่หนูไม่ติดสัญญาแล้วก็มีพี่ๆ เจ้าของแบรนด์ติดต่อมาจ้างงานหนู หนูขอบพระคุณมากๆ นะคะที่มีพี่ๆ ทุกคนเอ็นดูหนูและมองเห็นศักยภาพในการทำงานของหนู หนูจะตั้งใจทำงาน ถ่ายงานและรับผิดชอบงานให้ดีที่สุดค่ะ รวมถึงผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสด้านงานเพลงหนูด้วยนะคะ ที่หยิบยื่นโอกาสให้หนู หนูจะตั้งใจสร้างสรรค์ผลงานให้แฟนเพลงต่อไปนะคะ
และหนูขอบคุณพี่ๆ ทุกคน พี่เอฟซีของหนูที่ไม่ได้ด่วนตัดสินหนู และรอฟังความจริงในมุมของหนูในวันนี้นะคะ
นอกจากนี้ กระต่าย พรรณนิภา ก็ได้โพสต์ชี้แจงถึงเรื่องสต็อกสินค้า หลังคู่กรณีบอกว่ามีสต็อกมูลค่ามหาศาล เสียหาย 40 ล้านบาท โดยบอกว่า "เนื่องจากทางพี่หุ้นส่วนได้ออกมาโพสต์แก้ต่าง หลังจากหนูโพสต์ชี้แจงเรื่องธุรกิจคลอลาเจนไป มีในส่วนประเด็นที่พี่เขาแย้งว่า “มีสต็อกมูลค่ามหาศาล เสียหาย 40 ล้านบาท” หนูขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และถ้าหากหนูเข้าใจผิดตรงนี้ หนูขอให้พี่หุ้นส่วนพิสูจน์ความจริงว่าสต็อกมีจริงตามที่กล่าวอ้าง
หนูมีหลักฐานใบสั่งซื้อที่เป็นปกติวิสัยของการสั่งซื้อสินค้าแต่ละรอบ ครั้งละประมาณ 30,000 ห่อ/รสชาติ ซึ่งมีต้นทุนห่อละ 38 บาท และ 24 บาท ทั้งนี้ถ้าหากสต๊อกตอนนี้ค้างอยู่และเสียหาย 40,000,000 ล้านบาทตามที่แก้ต่างจริงเท่ากับว่าต้องมีของอยู่ในโกดังประมาณ 1,000,000 ห่อ
อีกทั้งพี่หุ้นส่วนไม่ได้เป็นผู้แบกรับต้นทุนในการผลิตทั้งหมดหลาย 10 ล้านแต่เพียงผู้เดียวตามที่ให้ข่าว หากแต่เป็นการถอนเงินจาก Seller Tiktok Shop ถอนโอนตรงถึงบัญชีธนาคารโรงงานผู้ผลิตเลยค่ะ คือหนูต้องขายสินค้าก่อน พอขายได้ เงินเข้า Seller จึงกดถอนเงินไปจ่ายค่าสินค้าให้โรงงานในแต่ละรอบ และเป็นการทยอยจ่าย ซึ่งเงินที่จ่ายให้โรงงานนี้เป็นเงินจากการขายสินค้าร่วมกันโดยหลักๆ มาจากคลิปปักตะกร้าและไลฟ์รีรันใบหน้าหนูเอง
หนูอยากขอร้องพี่ๆ ทางเพจต่างๆ ที่นำเสนอข่าวของหนูตามที่อีกฝ่ายเขาให้ข่าวว่าหนูทำให้เขาเสียหาย 40,000,000 บาท ช่วยเป็นสื่อกลางในการประสานให้ทางหนูได้มีโอกาสตรวจสอบความจริง ได้มีการตรวจสอบสต็อกสินค้าร่วมกันอย่างเร็วที่สุด (เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการเร่งผลิตสินค้าใหม่เพื่อสวมเป็นสต็อกเก่าตามที่กล่างอ้าง เพื่อความโปร่งใสของทุกๆ ฝ่าย) โดยจะมีบุคคลที่เป็นกลางไปด้วยก็ได้ค่ะ เพื่อยืนยันสต็อกที่แท้จริงตามที่พี่หุ้นส่วนกล่าวอ้างและร้องต่อเพจต่างๆ เพราะถ้าหากสินค้าไม่มีจริง นั่นอาจหมายความว่าเขา #หลอกสื่อและใช้สื่อในการทำข่าวที่ไม่เป็นความจริงอีกด้วย
หนูต้องขอโทษพี่ๆ ทุกคนที่ต้องโพสต์เรื่องราวดราม่าจริงๆ นะคะ แต่หนูขอความเป็นธรรม หากสิ่งใดหนูผิดหนูน้อมรับยอมรับผิด หากสิ่งใดที่บิดเบือนความจริง หนูขอปกป้องตัวหนูเองค่ะ #ขอบคุณค่ะ"
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม