ธุรกิจ

หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับเงินไหลเข้าแรงสุดในภูมิภาค จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีรอบใหม่

Fund Flow ไหลเข้าหุ้นไทยเด่นสวนทางภูมิภาค ดันดัชนีทะลุ 1,600 จุด จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีนำเข้าใหม่ หวั่นไทยไร้ข้อตกลงทวิภาคีโดน 12.5% กระทบส่งออก

หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับเงินไหลเข้าแรงสุดในภูมิภาค จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีรอบใหม่
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

Fund Flow ไหลเข้าหุ้นไทยเด่นสวนทางภูมิภาค ดันดัชนีทะลุ 1,600 จุด จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีนำเข้าใหม่ หวั่นไทยไร้ข้อตกลงทวิภาคีโดน 12.5% กระทบส่งออก

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับเงินไหลเข้าแรงสุดในภูมิภาค จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีรอบใหม่ (70%)

รายละเอียด

#ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับเงินไหลเข้าแรงสุดในภูมิภาค จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีรอบใหม่

อยากลงทุนหุ้นอเมริกา แต่หุ้นเทคฯแพงแล้ว หรือจะไป Non-Tech ดี? | Money Issue EP.68

อัสสเดช ชี้ หุ้นไทยยังมีศักยภาพระยะยาว Fund Flow ไหลเข้าฉ่ำ ลุยศึกษาดัชนีใหม่เปิดทางทุนจีนไหลเข้า

ช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย สวนทางกับหลายประเทศในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม ที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ

แต่ท่ามกลางบรรยากาศเชิงบวก ยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา นั่นคือแผนของสหรัฐฯ ที่เตรียมนำมาตรการภาษีนำเข้าชุดใหม่ภายใต้ Section 301 มาใช้กับ 60 ประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย อาจกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ซึ่งเรื่องนี้นักวิเคราะห์ฯ มองว่าทั้งความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 และผลกระทบอาจลามไปถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย

Section 301 คืออะไร ใครโดนอะไรบ้าง และไทยอยู่ตรงไหน

Section 301 เป็นกฎหมายภายใต้ Trade Act of 1974 ที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถใช้มาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม

ซึ่งรอบนี้โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกใช้ช่องทางดังกล่าวหลังศาลสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการ Global Tariffs ชุดเดิมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้ Section 301 พร้อมยกประเด็น Forced Labor เป็นเหตุผลในการจัดเก็บภาษีนำเข้ากับ 60 ประเทศคู่ค้า

อัตราภาษีถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก

กลุ่มแรก 44 ประเทศที่ยังไม่มีข้อตกลงทวิภาคีเฉพาะด้านกับสหรัฐฯ เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ จะถูกเก็บภาษีนำเข้า 12.5%

กลุ่มที่สอง 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เม็กซิโก ไต้หวัน และมาเลเซีย จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 10%

อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทได้รับการยกเว้น ได้แก่ อาหารและสินค้าเกษตรบางชนิด ชิ้นส่วนอากาศยาน และแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อจำกัดผลกระทบต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

สำหรับไทม์ไลน์ มาตรการดังกล่าวจะปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และจัดประชาพิจารณ์ในวันที่ 7 กรกฎาคม ก่อนคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ภายในไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ทำให้ผู้ส่งออกไทยมีเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก

เหตุผลที่ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อไทยเป็นพิเศษ เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับสูง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 65-70% ของ GDP สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน

นั่นหมายความว่า หากภาคส่งออกได้รับผลกระทบ ก็อาจส่งแรงสะเทือนไปยังเศรษฐกิจโดยรวมได้ค่อนข้างมาก

และยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 21.4% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของประเทศ ซึ่งข้อมูลจาก USTR หรือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ปี 2568 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไทยคิดเป็นมูลค่า 91.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 44% จากปีก่อน

Fund Flow ไหลเข้าไทยเด่น แต่ต้องจับตา

แม้จะมีความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า แต่ภาพตลาดทุนไทยในช่วงนี้ยังค่อนข้างแข็งแรง โดยมียอดซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 อยู่ที่ 933.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค

ทำให้ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดของปี ปิดตลาดวันที่ 2 มิ.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 1,588.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 328.39 จุด หรือ +26.07% และโมเมนตัมบวกส่งผลต่อเนื่องมาในช่วงเปิดตลาดเช้าวันนี้ ให้ดัชนีปรับตัวทะลุ 1,600 จุด ระหว่างเปิดทำการซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า ปัจจัยแวดล้อมมีโอกาสกดดันตลาดหุ้น โดยตลาดยังต้องเฝ้าระวัง 3 ปัจจัยที่ยังเป็นความเสี่ยง ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ และความเสี่ยงจากมาตรการภาษี Section 301 ที่อาจกระทบภาคการส่งออกของไทย

ทั้งนี้ เดือนมิถุนายนอาจเป็นช่วงที่ตลาดโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะ Fund Flow Rotation หรือการโยกย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์ที่เน้นการเติบโต (Growth) หุ้นความผันผวนสูง (High Beta) และสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูป Yield ไปสู่สินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

ทำให้ช่วงนี้ หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่

หุ้น Defensive เช่น BDMS, BH, BGRIM, GULF

หุ้นปันผล เช่น BBL, KTB, KBANK, SCB, ADVANC

หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ระดับสูง เช่น BLA, TLI

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน และให้น้ำหนักกับความมั่นคงของกำไร รวมถึงกระแสเงินปันผล มากกว่าการไล่ซื้อหุ้นเติบโตในช่วงที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับสูง

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus