ต่างประเทศ

ธนาคารสหรัฐฯล้ม แห่งแรกของปี

11 ธันวาคม 1930 Bank of United States ล้ม ธนาคารแห่งนี้เป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับต้นของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและผู้อพยพ ธนาคารลงทุนในหุ้น

ธนาคารสหรัฐฯล้ม แห่งแรกของปี
ไทยรัฐออนไลน์

สรุปสั้น

11 ธันวาคม 1930 Bank of United States ล้ม ธนาคารแห่งนี้เป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับต้นของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและผู้อพยพ ธนาคารลงทุนในหุ้น

ข้อมูลที่ยืนยันแล้ว

✓ ธนาคารสหรัฐฯล้ม แห่งแรกของปี (70%)

รายละเอียด

11 ธันวาคม 1930 Bank of United States ล้ม ธนาคารแห่งนี้เป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับต้นของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและผู้อพยพ ธนาคารลงทุนในหุ้น พอหุ้นพัง คนก็แห่ไปถอนเงินจากธนาคาร เกิดสภาวะ แบงก์รัน (Bank Run) หมายถึงประชาชนแห่ถอนเงิน ในสมัยนั้นยังไม่มีเรื่องหลักประกันเงินฝาก ธนาคารล้ม ผู้ฝากเงินก็สิ้นเนื้อประดาตัวธนาคารขนาดเล็กที่พึ่งพาธนาคารใหญ่ล้มตาม เป็นโดมิโนแบงก์รันเกิดขึ้นในสหรัฐฯ มีความตื่นตระหนกของประชาชนลามไปทั่วประเทศ ทำให้ห้วง ค.ศ.1929-1939 มีธนาคารในสหรัฐฯล้มไปทั้งสิ้นมากกว่า 9,000 แห่ง30 มกราคม 2026 รัฐบาลอิลลินอยส์สั่งปิด Metropolitan Capital Bank & Trust ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ในนครชิคาโกของรัฐอิลลินอยส์ เป็นธนาคารที่นอกจากจะดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ครบวงจร เช่น บัญชีเงินฝาก สินเชื่อ บริการการเงินสำหรับธุรกิจเหมือนกับธนาคารอื่นแล้ว ยังบริการการบริหารสินทรัพย์ด้วยรัฐบาลสั่งปิดเพราะประเมินแล้วว่า การดำเนินงานไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง มีปัญหาทุนที่อ่อนแอ สถานะการเงินไม่แข็งแรงและเป็นการปิดธนาคารที่ไม่แจ้งล่วงหน้า อัตราส่วนเงินกองทุนสุทธิเหลือเพียงประมาณร้อยละ 1.6การบริหารประเทศของสหรัฐฯในยุคนี้ (2025-2026) มี การตัดสินใจของคณะผู้นำประเทศที่ไม่ค่อยแน่นอน ธนาคารล้มไม่ใช่เรื่องของทรัมป์ ทรัมป์ไม่ได้เป็นคนผลักธนาคารตกเหว แต่แกเป็นคนที่ทำให้ถนนลื่น คำว่า ‘ทำให้ถนนลื่น’ ของผมก็คือ การที่ทรัมป์ไปกดดันธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผ่อนคลายกฎเร็ว ใครที่บังคับพวงมาลัยไม่เก่งก็มีโอกาสร่วงลงข้างทางทรัมป์ขึ้นมาครองประเทศครั้งที่ 2 แกกดดันธนาคารกลางอย่างแรง และเปิดหน้าชน เปิดหน้าวิจารณ์ด้วยความไม่พอใจที่เฟดเป็นอิสระเกินไป ทรัมป์ต้องการให้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจโต การกระทำของทรัมป์ทำให้ระยะสั้น ธนาคารกำไรดี ตลาดหุ้นบวก แต่พอระยะกลาง ก็จะเกิดความเสี่ยงสะสม ธนาคารขนาดเล็กและขนาดกลางเปราะบางและล้มได้ง่ายทั้งที่มีหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว แต่นโยบายการคลังของรัฐบาลทรัมป์ยังต้องการลดภาษี เพิ่มรายจ่าย ทรัมป์เป็นคนที่ไม่สนวินัยการคลัง ทำให้หนี้สาธารณะพุ่ง จำเป็นต้องออกพันธบัตรเพิ่ม หนี้สาธารณะพุ่ง ตอนนี้เริ่มมีคำถามที่นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันเริ่มตะโกนใส่ทรัมป์และถามว่า ใครจะเป็นผู้รับหนี้ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก 3 ปีเมื่อพ้นวาระของทรัมป์ไปแล้วผู้อ่านท่านที่เคารพ เสถียรภาพระบบการเงินสหรัฐฯเป็นเสาหลักของระบบการเงินโลก ถ้าเสานี้สั่นคลอน โลกทั้งใบก็จะพลอยสั่นสะเทือนไปด้วย การขึ้นมายุคที่ 2 ของทรัมป์ไม่ได้ทำลายระบบการเงินให้เราเห็นเพียงวันเดียว แต่ค่อยๆเซาะกร่อนบ่อนทำลายไปเรื่อยๆแม้ว่าจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่หลายคนก็เริ่มพูดถึง Great Depression หรือยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (1929-1939) ของสหรัฐฯ ที่ในช่วง 4 ปีแรก (1929-1932) ผลผลิตมวลรวมของสหรัฐฯลดลงกว่าร้อยละ 10 โดยเฉลี่ยรายได้ประชาชาติลดลงจาก 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือเพียง 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ธุรกิจต้องเลิกกิจการไป 4.5 หมื่นราย มีคนตกงานเพิ่มขึ้น 1 แสนคนทุกสัปดาห์ค.ศ.1929 มีคนตกงาน 1.5 ล้านคน ค.ศ.1933 มีคนตกงานถึง 15 ล้านคน ไม่นับแรงงานที่ทำงานแบบไม่เต็มเวลาอีกหลายล้านคนผมเคยเขียนรับใช้มาหลายครั้งแล้วว่า ในห้วงปีเหล่านั้น คนว่างงานอเมริกันต้องทำงานอะไรสักอย่างเพื่อประทังชีวิตของตน เช่น ขัดรองเท้า ขายแอปเปิ้ลข้างถนน ลักเล็กขโมยน้อย และจำนวนไม่น้อยต้องไปขอทานแม้แต่เจ้าของกิจการก็ยังต้องไปตากหน้าขายของข้างถนน โดยสวมเสื้อผ้าดีๆที่เคยใช้สมัยที่พวกตนยังฐานะดี สถิติการฆ่าตัวตายสูงปรี๊ด โรงพยาบาลของรัฐต้องรับผู้ป่วยทางจิตเข้ารักษาตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าผู้อ่านท่านผู้เจริญ การเลือกคณะผู้นำเพื่อเข้ามาบริหารประเทศจำเป็นต้องไม่เสี่ยง ไม่เลือกเพราะการพูดจาปราศรัยให้ความหวัง หรือไม่เลือกตามกระแส หากได้คณะผู้นำผิด ก็จะทำให้ประเทศตกต่ำย่ำแย่ ประชาชนลำบากถ้วนหน้า.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์อ่านรายงานต้นฉบับ ↗

← อ่านข่าวอื่นในคลัง ThaiFocus